2013/Mar/31

31/3/2013

 วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เรายังมีสถานะเป็น "นักศึกษา" ของม. APU ตั้งแต่พรุ่งนี้ เราจะเริ่มทำงานที่บริษัท IT ในโอซาก้าแล้ว จึงขอเขียนเอ็นทรี่ส่งท้ายสโลแกนบล็อก "My life in APU" ด้วยการสรุปชีวิตสี่ปีใน APU: Ritsumeikan Asia Pacific University แห่งนี้ครับ

ใบปริญญา

เหตุผลที่เข้า APU

     เราเข้า APU ก็เพราะความชอบอนิเมะเป็นหลัก รองลงมาคือชอบความเป็นระเบียบของสังคมญี่ปุ่น ความฝันตอนนั้นคืออยากเรียนบริหารธุรกิจเพื่อทำงานเป็นสะพานเชื่อมวงการอนิเมะของญี่ปุ่นกับไทยเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ APU ตอนนั้นยังมีโปรแกรมพิเศษ CAP สาย ICT ที่เราชอบด้วย ไม่มีที่ไหนอีกแล้ว ที่จะได้เรียนภาษา บริหาร และ IT พร้อมกันในสังคมที่เต็มไปด้วยชาวต่างชาติอย่างนี้

ปี 1 ปีแห่งความว่างเปล่า

     ปีแรกที่ APU เป็นปีที่ความคิดเราไม่ต่างจากสมัยม.ปลายนัก ยึดติดกับอนิเมะ เล่นเกม ทำแฟนซับ เป็น Geek ผู้คิดว่า "อินเทอร์เน็ตคือทุกสิ่ง" ใช้ชีวิตยังไงก็ได้ให้ประหยัดที่สุด ตั้งใจเรียนไปวันๆ โดยแทบไม่ไปเที่ยวที่ไหน กิจกรรมก็ไม่ทำนัก ทำให้ไม่มีเพื่อนเท่าไร

     ปีนี้ก็เป็นปีที่ทำให้เราได้ปรับตัวเข้ากับสังคมญี่ปุ่นจริงมากขึ้น ได้เคลียร์เป้าหมายหลายอย่างด้านความบันเทิงที่ตั้งไว้จากที่ไทย เช่น ดูรายการโคฮาคุวันสิ้นปี, ไปเกียวโตเพื่อดูสตูดิโอ Kyoto Animation และยังได้พบกับความบันเทิงแบบใหม่อย่างการร้องคาราโอเกะด้วย ต้องขอบคุณพี่ปีย์ผู้พาเราไปไหนต่อไหนบ่อยๆ มาก แต่กระนั้น ตัวตนของตัวเองใน APU ปีแรกนี้ว่างเปล่ามาก หาจุดยืน หาจุดแสดงความสามารถของตัวเองไม่ได้

ปี 2 ปีแห่งการเตรียมพร้อม

     ปีสอง เราเริ่มรู้สึกแล้วว่าจะดูอนิเมะไปวันๆ ตามข่าว IT ตามสเป็คคอมไปเรื่อยๆ ไม่ได้อีกต่อไป ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว เราจึงเข้าร่วมกิจกรรม APU Thai Week 2010 เป็นครั้งแรก ทำให้ได้รู้ว่าในการจัดการแสดงโดยคนกว่าร้อยคน ให้คนเกือบพันคนจากหลายสิบประเทศดู ต้องลำบากยากเย็นและใช้ความร่วมมือของผู้คนถึงขนาดไหน ไม่ใช่แค่เต้นๆ ให้จบๆ ไป และได้ลงเรียน Business Japanese เพื่อเตรียมพร้อมหางานในญี่ปุ่นด้วย แม้ตอนนั้นจะยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำงานอะไรก็ตาม แต่ก็ทำให้ได้ย้อนมองว่าจุดเด่นจุดด้อยของตัวเองคืออะไร จะโฆษณาตัวเองอย่างไรใน resume/interview

     หนังสือที่เปลี่ยนชีวิตเราเล่มหนึ่งคือ Moshidora สอนให้เราตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตตัวเอง เช่นเดียวกับองค์กรที่ต้องมีเป้าหมาย แม้จะเป็นเรื่องลำบากก็ตาม สิ่งใหม่ๆ ที่ได้ทำก็เช่นการเดินทางไปโตเกียว 24 ชม.เต็มด้วยตั๋ว Seishun 18 ไปอากิฮาบาระ ย่านศักดิ์สิทธิ์สำหรับโอตาคุครั้งแรก และการทำกิจกรรมอาสาสมัครที่ไทยให้ชมรม PRENGO เป็นครั้งแรก ได้เห็นความด้อยโอกาสของคนต่างจังหวัดที่ทำให้อยากยื่นมือช่วย เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่าความสามารถของตนมีประโยชน์ต่อคนอื่น

ปี 3 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง

     จุดเริ่มของปีสามอยู่ที่ความรู้สึกหลังวิเคราะห์ตัวเองในคลาส Business Japanese เทอมปลายปีสอง รู้สึกว่า "จะปล่อยให้ตัวเองไร้จุดขายอย่างนี้ต่อไปไม่ได้" ทำให้ปีสามเป็นปีที่เราทำกิจกรรมมากที่สุดเท่าที่ผ่านมา และเปลี่ยนตัวเองไปมากๆ สามกิจกรรมที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิดเรามากคือ

    1.การเรียน Programming Seminar: ทำให้เราได้เขียนโปรแกรมที่ทำประโยชน์ได้จริงเป็นครั้งแรก ต้องลำบากโต้รุ่งเขียนโปรแกรม VB.NET อ่าน reference object, class ต่างๆ มากมาย แต่ก็สนุกและทำให้รู้ว่าตัวเองเหมาะกับงาน IT มากกว่างานเกี่ยวกับอนิเมะที่เคยวาดฝัน

    2.Thai Week 2011 - THE SIAM RENAISSANCE - : ไทยวีคปีที่สองที่เข้าร่วม ทำงานเบื้องหลังฝ่ายเสียงครั้งแรก ได้ใช้ความสามารถด้าน IT ของตัวเองในการอัดเสียง ตัดต่อเสียง และเรียนรู้ว่าการแสดงจะประสบความสำเร็จได้ เบื้องหน้ากับเบื้องหลังต้องร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิด และรู้ว่าจุดยืนของตัวเองคืองานเบื้องหลังนี่แหละ

    3.Job Hunting: การหางานที่ต้องทำตอนปีสามเทอมสอง ทำให้เราทบทวนประสบการณ์ที่ผ่านมา เอามาเป็นจุดขายของตน ตอนแรกสมัครแต่บริษัทผู้ผลิตเพราะชอบเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ ของญี่ปุ่น แต่เอาเข้าจริง ก็พบว่างาน Sales/Project Manager ที่บริษัทส่วนใหญ่รับนั้นไม่เหมาะกับเรา หลังปรึกษากับอาจารย์ ก็เปลี่ยนไปสมัครบริษัท IT เป็นหลักแทน จึงได้งานตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2012 เป็นคนแรกๆ ของรุ่นเลย

     ปีนี้ถ้าถามว่าเราเปลี่ยนไปอย่างไร ก็คงตอบว่าเรากล้าปรึกษาคนอื่นมากขึ้น กล้าที่จะล้มเหลวและทำสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น และรู้ "คุณค่า" ของตัวเองในตลาดงานอย่างแท้จริงผ่านการหางาน

ปี 4 ปีแห่งอิสระเสรี

     ปี่สี่เป็นปีที่อิสระมาก เพราะหน่วยกิตที่ต้องเรียนเหลือแค่ 10 หน่วยกิต ลงเรียนไม่เยอะ สำหรับเทอมต้น เราทุ่มเทเวลาให้กับ Thai Week 2012 - Thousand Shades of Love - มาก เข้าประชุม อัดเสียงและปรับแก้กับฝ่ายดราม่าเป็นจุดๆ เปิดหอและปิดหอแทบทุกวัน จนกลายเป็นคนใจเย็นขึ้นเยอะ ต้องขอบคุณหัวหน้าไทยวีคและฝ่ายต่างๆ ที่ร่วมมือกันทำให้ไทยวีคปีนี้เป็นปีที่เรียกเสียงหัวเราะได้มากที่สุดตามคอนเซ็ปต์

     ไทยวีค ทำให้ได้ตระหนักอีกครั้งว่า ภาระของงานเบื้องหลังที่เราทำนั้นหนักมาก เพราะเสียงที่เปิด นอกจากคนในฮอลจะได้ยินกันหมดแล้ว ยังถูกบันทึกบน Ustream เผยแพร่ทั่วโลก ผิดแล้วผิดเลย ไม่มีสิทธิ์กลบเกลื่อนใดๆ... เหมือนกับงาน IT System Engineer ที่เราจะทำ ถ้าโปรแกรมระบบผิด ระบบก็ล่ม ทำให้ลูกค้าเดือดร้อน และไม่สามารถแก้สิ่งที่ผิดพลาดไปแล้วได้อีกด้วย ดังนั้นจึงต้องทุ่มเทให้กับการเตรียมตัวอย่างถึงที่สุด

     สำหรับเทอมสอง เทอมสุดท้าย สิ่งที่เปลี่ยนเราที่สุดก็คือ HKT48 หลังจากไปดูสเตจครั้งแรกเดือนกันยายน 2012 เราก็ติดอย่างโงหัวไม่ขึ้น ทำแฟนซับทุกสัปดาห์ ไปฟุกุโอกะเดือนละสามสี่ครั้งเพื่อดูสเตจ และเพราะโรงละคร HKT48 อยู่ไกลถึง 200 กม.นี่แหละ ทำให้เราเดินทางเป็นว่าเล่น ใช้บัตร JR Pass สำหรับนักศึกษาจนคุ้ม นั่งรถไฟบนสายหลักครบทุกสายบนคิวชูเหนือ กลายเป็นคนที่สนุกไปกับการเดินทางมาก ยิ่งเดือนมีนาคมยิ่งถึงกับบินไปนาริตะ นั่งเรือไปโอซาก้าเพื่องานจับมือเลยทีเดียว

 โคเอ็น HKT48 ครั้งสุดท้ายที่ไปดู "Hakata Legend"

     ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่แค่สนุกอย่างเดียว เพราะทุกครั้งที่ไปอีเวนต์ เราจะพิมพ์ไดอารี่เสมอ บันทึกความประทับใจในการสร้างคาแรกเตอร์ของสาวๆ, เทคนิคการจับใจแฟนๆ ผ่านบทสนทนาในการจับมือ, การตลาดของ AKB48, กฎในการจัดอีเวนต์ที่มีผู้ร่วมงานหลักหมื่นให้ราบรื่น ฯลฯ เพราะการเดินทางอย่างอิสระนี่แหละ ทำให้สัมผัสได้ว่าโลกนี้ยังมีอะไรที่เราไม่เคยเห็น ไม่รู้มาก่อนอีกมากมาย เชื่อว่าประสบการณ์นี้จะมีประโยชน์ในการทำงานแน่นอน     

สิ่งที่ได้กลับไปจาก APU

     หลังเรียนจบสี่ปีที่นี่ สิ่งที่เราได้กลับไปคือ "ความสุขและความภูมิใจ" ในการสร้างความประทับใจให้คนอื่น (ผ่านไทยวีคเป็นหลัก) เทียบกับสมัยม.ปลายที่ไม่เคยได้เป็นผู้รับผิดชอบอีเวนต์ใหญ่ขนาดนี้ จึงได้ระลึกว่า คนเรามีชีวิตเพื่อแบ่งปันความสุขให้กับคนเราด้วยกัน ไม่ใช่อยู่บนสังคมออนไลน์อย่างที่เคยคิด เราเชื่อว่า แม้บทบาทหน้าที่ในสังคมจะต่างกัน ขอแค่มีความคิดที่จะ "มอบความสุข" ให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าชนชาติใดก็อยู่ร่วมกันอย่างสันติได้


เพื่อนรุ่น Spring 09 ที่ร่วมสุขทุกข์มาด้วยกันสี่ปี

     หากจะสรุปคติที่ได้จาก APU ไป ก็คงขอยกประโยคที่โด่งดัง "Think globally, act locally" มาอ้าง เพราะโลกนี้กว้างใหญ่ ความต้องการและค่านิยมของคนต่างกัน แต่สิ่งที่เราทำ ณ ที่แห่งนี้ก็เชื่อมต่อไปถึงทุกคนในโลกได้ บางที บทความที่เราเขียน อาจเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่ในอนาคตเป็น CEO บ.ข้ามชาติได้มุ่งตามความฝันของตน หรือไทยวีคที่พวกเราทำที่ APU อาจเป็นเหตุให้นักเรียนต่างชาติที่ดูแล้วประทับใจ หันมาทำธุรกิจกับไทยก็เป็นได้ ดังนั้น เราจึงต้องคิดให้กว้าง มองไปถึงผลกระทบขั้นที่สองขั้นที่สามที่อาจเกิดขึ้น ก่อนจะลงมือทำอะไรบางอย่าง แล้วผลลัพธ์จะออกมาดีกว่าเดิม 

ฝากข้อคิดแก่รุ่นน้อง

Shape Your World คือคำขวัญของ APU

เราตีความว่า APU สอนให้เราสร้างโลกที่ตัวเองจะ "เปล่งประกาย" เพราะมี "คุณค่า" ในโลกนั้นจากคำขวัญนี้

คนเรามีความสามารถ มีศักยภาพ แต่หากไม่พบโลกที่ตัวเองจะใช้ความสามารถนั้นให้เกิดประโยชน์ได้ ไม่พบโลกที่ตัวเองจะพัฒนาศักยภาพนั้นได้ ความสามารถนั้นก็จะไม่มีคุณค่าใดๆ

การจะหาโลกที่ตัวเองมีคุณค่าให้พบ เป็นเรื่องยากมาก แต่ APU คือที่ที่ทำให้เราพบโลกนั้นได้

ได้เห็นว่าโลกนี้ยังมีปัญหาใดให้เราเข้าไปแก้ ได้เห็นมุมมองที่แตกต่างของคนต่างชาติ ได้ดิ้นรนหาตัวเองให้พบผ่านการหางาน

การเผชิญสิ่งเหล่านี้นี่เอง ที่ทำให้ "จุดยืน" ของตัวเองโดดเด่นขึ้นมาทีละน้อย จนกลายเป็นคุณค่าที่แท้จริงของตน

หวังว่ารุ่นน้องทุกคนจะสร้างโลกที่ "คุณค่า" ของตนเปล่งประกายได้ผ่านการศึกษาที่ APU ครับ

ซากุระเบ่งบานรับเดือนเมษายน เดือนแห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่

สุดท้ายนี้ ขอฝากคติที่เรายึดมั่นมาตลอดสี่ปี โดยตัวละครที่ชอบที่สุด ยูกิมุระ อันสุ (雪村杏) จาก D.C.II

"จงซื่อตรงต่อความต้องการของตัวเอง"
「自分の欲求に素直になること、それが一番よ」 

     หากต้องการอะไร ก็จงซื่อตรงต่อความต้องการนั้น มุ่งมั่นไขว่คว้าสิ่งนั้น ไม่หาข้ออ้างที่จะล้มเลิก แม้จะลำบากก็อย่าย่อท้อ แม้สังคมจะติติง แต่หากเราเชื่อมั่นว่าสิ่งนั้นดีจริง ก็จงแน่วแน่อย่าสั่นคลอนต่อเสียงวิจารณ์ แล้วความฝัน ความปรารถนานั้นจะเป็นจริงครับ

     ขอบพระคุณเพื่อนๆ ทั้งชาวไทยและเทศ รุ่นพี่ รุ่นน้อง อาจารย์ เจ้าหน้าที่ AO, SO, CO, CO-OP บริษัทต่างๆ ที่จัดงานสัมมนา จัดอินเทิร์นชิป และผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนที่ช่วยให้ผมได้จบการศึกษาจาก APU ที่มีวันนี้ได้ก็เพราะความร่วมมือและการสนับสนุนของทุกคนจริงๆ และขอบคุณทุกท่านที่อ่านบล็อก Chuy's blog: My life in APU นี้มาตลอดสี่ปีครับ จากนี้ผมจะก้าวสู่สังคมคนทำงาน คงมีเรื่องลำบากรออยู่มากแน่ แต่ก็จะพยายามพัฒนาตัวเองยิ่งๆ ขึ้นไป และทำประโยชน์ต่อสังคมโลกให้ได้ครับ

2013/Feb/25

 เอ็นทรี่นี้เป็นการสรุปและแจกแจงค่าใช้จ่ายของการตะลุยเที่ยวคิวชูเหนือด้วยบัตร JR Kyushu Foreign Student Pass ทั้งสี่พาร์ทครับ

เอ็นทรี่ทั้งสี่บท

  • เกริ่นนำเกี่ยวกับ JR Kyushu Foreign Student Pass: Part 1/4
  • จ.นางาซากิ-เฮาส์เทนบอช Part 2/4
  • จ.คุมาโมโตะ-ภูเขาไฟอาโสะ/ปราสาทคุมาโมโตะ Part 3/4
  • จ.ฟุกุโอกะ-อิโตชิมะ/MK และ จ.โออิตะ-เบ็ปปุ Part 4/4

สถานที่ที่ไป รอบเกาะตอนเหนือพอดี

ค่าใช้จ่าย

ค่าเดินทาง

  • JR Kyushu Foreign Student Pass (Northern Kyushu) 7000 เยน
  • บัสจากสถานีอาโสะ-ภูเขาไฟอาโสะ 540*2 = 1080 เยน
  • โรปเวย์ขึ้นปล่องภูเขาไฟ ไปกลับ 1000 เยน
  • รถรางคุมาโมโตะ 150*2 = 300 เยน
  • บัตรรถไฟใต้ดินฟุกุโอกะหนึ่งวัน 500 เยน
  • อิโตชิมะบัส 900 เยน
  • บัตรบัสคาเมโนอิ เบ็ปปุ หนึ่งวัน 700 เยน

รวมค่าเดินทาง 11,480 เยน แบ่งเป็น JR 7,000 เยน อื่นๆ 4,480 เยน

ค่าเข้าสถานที่

  • นางาซากิไบโอพาร์ก 1600 เยน
  • เฮาส์เทนบอช 3900 เยน
  • ปราสาทคุมาโมโตะ 500 เยน
  • เบ็ปปุ อุมิทามาโกะ-ทาคาซากิยามะ 2200 เยน
  • อุมิจิโกคุ 400 เยน
  • เฮียวตันออนเซ็น 650 เยน

รวมค่าเข้าสถานที่ 9,250 เยน

ค่าอาหาร

  • พิซซ่าเฮาส์เทนบอช 3 ถาดหารสี่ 950 เยน
  • ข้าวหน้าเนื้อที่อาโสะ 1000 เยน
  • MK 1,880 เยน
  • วัตถุดิบ-ค่าใช้หม้อนึ่งน้ำพุร้อน 1000 เยน
  • มื้ออื่นๆ ขนม น้ำ กินจุกจิก รวมประมาณ 5000 เยน

รวมค่าอาหารสี่วัน 9800 เยน

ค่าที่พัก

  • พักห้องตัวเองที่เบ็ปปุ 0 เยน

สรุปยอด

รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ 30,500 เยน เป็นค่าเดินทาง 38% ค่าเข้าชม 30% ค่าอาหาร 32%

จะเห็นได้ว่าค่าเดินทางมีอัตราส่วนสูงกว่าค่าใช้จ่ายอื่นๆ ขนาดใช้ JR Pass ตัดค่ารถไฟข้ามจังหวัดทิ้งได้แล้ว แสดงให้เห็นชัดว่าค่าเดินทางที่ญี่ปุ่นแพงมาก

 ค่าเข้าสถานที่ก็โหดอยู่ แต่ก็ยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ เพราะถ้าไม่ได้เข้าสถานที่เหล่านี้ ก็เหมือนไปถ่ายรูปเก็บพิกัด GPS ณ เมืองนั้นๆ เฉยๆ ไม่ได้สัมผัสสิ่งใหม่ๆ มากนัก

 ส่วนค่าอาหาร... นานๆ ทีกินแพงหน่อย ไม่เป็นไรน่า เดินทางไกลไปกับเพื่อน ให้ซื้อเบ็นโตะคอมบินิกินก็ไม่ไหว (แต่ถ้าไปคนเดียว มองหาร้านข้าวหน้าเนื้ออันดับแรก ถูก!)

จุดที่พลาด

  • วันที่สอง - วัดซุยเซ็นจิ จ.คุมาโมโตะ ถ้ารู้ว่าปิดห้าโมง คงออกจากปราสาทคุมาโมโตะเร็วกว่านี้
  • วันที่สาม - อิโตชิมะ น่าจะลงบัสที่อ่าวประมง เพื่อเข้าร้านหอยนางรมตั้งแต่บัสรอบแรก 10 โมงปลายๆ จะได้กินหอยนางรมปิ้งสดๆ ที่นั่นโดยไม่เจอคนต่อแถวยาวอย่างตอนเที่ยงจนไม่ได้กิน
  • วันที่สี่ - APU: ไม่ได้พาเพื่อนไปดูมหา'ลัยและวิวบนเขาเพราะเวลาไม่พอ ต่อให้เพื่อนไม่มาสาย ก็ยังยากเพราะบัสจำกัด
  • วันที่สี่ - หม้อนึ่งน้ำพุร้อน คิดว่าไปตอนเย็นจะไม่เจอคนเยอะ ปรากฏต้องต่อคิว เลยเสร็จช้า ทำให้ไม่ได้ไปเมียวบังออนเซ็น
  • วันที่สี่ - บัตรบัสคาเมโนอิหนึ่งวัน 700 เยน ปรากฏว่าได้ใช้แค่ไปกลับคันนาวะ 320*2 = 640 เยน ไม่คุ้ม

ความรู้สึกหลังเที่ยว

 การเที่ยวครั้งนี้ทำให้เราได้วางแผน หาสถานที่ท่องเที่ยว จัดตารางรถไฟเอง แต่ต้องเข้มงวดและเป๊ะกว่าปกติเพราะคราวนี้มีเพื่อนร่วมเดินทางด้วย ถ้าพลาดจะทำให้เวลาของเราทั้งสี่คนสูญเปล่า เลยต้องจัดรอบรถไฟ คำนวณค่าใช้จ่าย และจัดสถานที่ล่วงหน้าบอกเพื่อนๆ ให้ดี

 การเที่ยวเป็นกลุ่ม นอกจากจะได้พูดคุยกัน แบ่งปันความประทับใจ ณ สถานที่นั้นๆ ถ่ายรูปกัน ได้มิตรภาพแล้ว ยังได้เห็นไอเดียดีๆ ของคนอื่นด้วย อย่างที่อิโตชิมะ เพื่อนเราปิ๊งไอเดียว่า ในเมื่อเราจะไปต้มน้ำพุร้อนกินกันที่เบ็ปปุ ทำไมไม่ซื้อหอยนางรมจากที่นี่ไปล่ะ? ขึ้นมา เราเลยได้กินหอยนางรมอร่อยๆ กัน ถ้าเราเที่ยวคนเดียวคงไม่คิดจะซื้อกลับไป และก็พลาดของเด็ดไปแน่ๆ

 ทริปนี้เราได้ใช้ความชำนาญการเดินทางในฮากาตะเพราะไปดู​ HKT48 บ่อยสุดๆ ให้เกิดประโยชน์ ตอนที่เราพาเพื่อนไปซื้อตั๋วบัสทั่วคิวชู​ 3 วันหมื่นเยนที่ bus center ในเท็นจิน ซื้อเสร็จ 17:35 น. ต้องไปขึ้นรถไฟแยกย้ายกลับบ้านกันที่ฮากาตะรอบ 17:55 น. ด้วยความที่เราชำนาญทางเดินไปสถานีรถไฟใต้ดินเท็นจิน+คำนวณเวลารถไฟที่ต้องใช้ในหัวได้คล่องแล้ว เลยรีบเดินฉับๆ ตรงไปสถานี ขึ้นรถไฟใต้ดินเท็นจิน 17:45->17:51 ฮากาตะ แล้วแยกกันโดดขึ้นรถด่วนต่อทันเวลาพอดีเด๊ะได้ นี่ถ้าหลงทางในสถานีใดสถานีหนึ่งซักนิดก็ตกรถไฟไปละ ฮ่าๆ เป็น AKB48+HKT48 โอตะ เดินทางบ่อยๆ ก็มีข้อดีอย่างนี้นี่แหละ (ไปกลับฮากาตะเกิน 10 รอบแล้ว)

สรุป

 การเที่ยวคิวชูตอนเหนือครั้งนี้ทำให้ได้เห็นธรรมชาติหลากหลายของเกาะคิวชู ทั้งป่า ภูเขาไฟ ทะเล และบ่อน้ำร้อน และยังทำให้ได้จัดตารางเที่ยวที่รัดกุมเพราะมีเพื่อนร่วมทางให้รับผิดชอบ จะเรื่อยเปื่อยเถลไถลตัวคนเดียวไม่ได้ จึงเป็นการฝึกทักษะการวางแผนไปด้วย และพอผิดแผนก็ต้องรีบคิดแผนสำรอง ฝึกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อีก สมกับที่เคยอ่านเจอว่า "การเดินทางคือการเรียนรู้" จริงๆ

 ขอบคุณเพื่อนๆ ทั้งสี่คนที่ร่วมเดินทางกันในทริปนี้ และขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่กรุณาอ่านบทความนี้ครับ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการวางแผนเที่ยวคิวชู-ญี่ปุ่นนะครับ ^_^

 

ปล.สุดท้าย คิดมานานแล้วแต่ขอย้ำอีกที "คิวชูนี่มันบ้านนอกชะมัด" ไปไหนก็มีแต่ทุ่งนาป่าเขาและถนน​ อยากเช่ารถขับเที่ยวจริงๆ!



Chuy (ชุย)
View full profile