วันจันทร์ที่สองของเดือนมกราคม ที่ญี่ปุ่นคือวันบรรลุนิติภาวะของผู้ที่อายุครบ 20 ปี เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น (เกิดปี 1991) แต่แทนที่จะไปร่วมพิธีกับเขา เรากลับมานั่งรถไฟด้วยตั๋วเซย์ชุน 18 (青春18きっぷ) ใบสุดท้าย ไปเที่ยวเมืองไซกิ (佐伯) และ อุซุกิ (臼杵) ซึ่งอยู่ทางใต้ของเมืองเบ็ปปุ (別府) ที่เราอยู่ซะงั้น
สถานีไซกิ (佐伯駅 Saiki-eki)
สถานีไซกิ ตั้งอยู่ที่จุดศูนย์กลางของเขตไซกิ ซึ่งเป็นเขตใต้สุดของจังหวัดโออิตะ การเดินทาง ไปได้ด้วยรถไฟสายนิปโป (日豊本線 Nippou-honsen) ซึ่งวิ่งตรงจากเบ็ปปุไป ใช้เวลาเกือบสองช.ม. หากนั่งรถไฟธรรมดา ค่าโดยสาร 1,430 เยน แต่เนื่องจากเราใช้ตั๋วเซย์ชุน 18 จึงไม่ต้องจ่ายค่าตั๋วรถไฟเพิ่ม
ครั้งนี้เราไปไซกิโดยแทบไม่หาข้อมูลอะไรไปเลย แค่คิดอยากนั่งรถไฟเล่น ไปถึงเลยเข้าไปถามศูนย์ท่องเที่ยว แล้วก็เช่าจักรยานมาปั่นไปสถานที่ที่เขาแนะนำ บวกกับถ่ายรูปบรรยากาศเมืองไปเรื่อยๆ อารมณ์ว่า ตูมาเพื่อมั่ว ฮ่าๆ
ความรู้สึกแรกตอนมาถึงคือ... ทำไมมันบ้านนอกขนาดนี้ ถนนโล่ง ไม่มีตึกสูง มีแต่ธรรมชาติ มองไปเห็นภูเขาและป่าไม้ แถมคนเดินถนนก็แทบไม่มี ซึ่งภายหลังมาเช็คดู ก็พบว่าเมืองนี้มีความหนาแน่นของประชากรที่ 84.1 คนต่อตารางกิโลเมตรเท่านั้น (เบ็ปปุ 992 คน, กรุงเทพ 3,600 คน) และวันนี้เป็นวันหยุดราชการ ร้านค้าร้านรวงก็ปิด เลยทำให้เมืองดูไร้ชีวิตชีวามาก

Kunikida Doppo (国木田独歩) นักประพันธ์สมัยเมจิ

ถนนประวัติศาสตร์และวรรณกรรม (歴史と文化の道)

รูปปั้นข้างสะพานข้ามแม่น้ำ
สิ่งที่เราทำในเมืองนี้ก็มี ไหว้ศาลเจ้า Gosho-myoujin (五所明神) ปั่นจักรยานดูบ้านเมืองบนถนนประวัติศาสตร์และวรรณกรรม (歴史と文化の道) เข้าไปดูหอแสดงผลงานของนักประพันธ์ญี่ปุ่น Kunikida Doppo (国木田独歩館) เท่านั้น
จริงๆ เมืองนี้อยู่ติดทะเล แต่พอดีเสียเวลากับการปั่นจักรยานเลียบแม่น้ำถ่ายรูปเล่นมากไป เลยไม่ได้ไปดูเพราะจะขึ้นรถไฟไม่ทันเอา รถไฟธรรมดาที่ออกจากเมืองนี้ช่วงบ่ายๆ มีแค่หนึ่งขบวนต่อสองชั่วโมงเอง - -" (แต่รถไฟด่วนมีชั่วโมงละขบวน)
ออกจากไซกิ เราก็ไปอุซุกิต่อ ระหว่างนี้สังเกตเห็นว่ารางรถไฟมีแค่หนึ่งราง ซึ่งผิดกับที่เคยคิดมาว่ารางรถไฟต้องมีอย่างต่ำสองราง... แปลว่ารถไฟที่นี่จะสวนกันไม่ได้ เลยต้องหยุดรอขบวนอื่นวิ่งผ่านที่สถานีเป็นครั้งคราว แสดงให้เห็นว่าผู้คนที่นี่ไม่ค่อยใช้รถไฟกันจริงๆ (ที่เบ็ปปุยังมีสองราง) ถึงว่า JR คิวชูเลยขาดทุนตลอดกาล...
เรื่องรถไฟ ถ้าไม่นับรถด่วนพิเศษที่มี 6-8 ตู้แล้ว รถไฟธรรมดาของ JR คิวชูสายนิปโปนี่มีแค่ 2-4 ตู้เท่านั้น เทียบกับรถไฟในฮอนชู (เกาะใหญ่) ตอนเรานั่งขึ้นโตเกียว ที่มี 6-12 ตู้ กับรถไฟในโตเกียว ที่มี 16 ตู้ (ก็ยังไม่พอ) แล้ว เห็นได้ชัดว่าสังคมคิวชูเป็นสังคมที่พึ่งพารถไฟน้อยมาก อย่างว่า ผู้คนไม่แออัด มีถนนให้ขับรถได้สบายๆ นี่นะ แถมหลายที่ก็มีแต่ทุ่งนา วางรางไปก็ไม่คุ้มแน่
อ้อ การเดินทางไกลๆ ในเกาะนี้ บอกได้เลยว่านั่งบัสถูกกว่ารถไฟแทบทั้งนั้น แต่ต้องหาตั๋วส่วนลดนะ
สถานีอุซุกิ (臼杵駅 Usuki-eki)
ต่อมา ลงที่สถานีอุซุกิ ซึ่งปรากฏว่า... มันไม่มีอะไรยิ่งกว่าสถานีไซกิอีก เล็กกว่า คนน้อยกว่า ร้านค้ารอบๆ ก็น้อยกว่า =_= แต่ก็ได้ไปดูปราสาทอุซุกิ (臼杵城跡) อยู่ใกล้ๆ สถานี เดิน 10 นาทีถึง กับศาลเจ้า Utono (卯寅稲荷神社) ที่อยู่ติดกันมา เมืองนี้ความหนาแน่นประชากรอยู่ที่ 141 คนต่อตารางกิโลเมตร มองดูบ้านเมืองหนาแน่นกว่าไซกิ แต่ก็ไม่มีตึกสูงให้เห็นเช่นกัน
ก็จบเท่านี้กับการเที่ยวสองเมืองในโออิตะแบบไร้จุดหมาย ได้นั่งรถไฟเพลินๆ เดินเล่นกลางธรรมชาติ คิดอะไรไปเรื่อย ก็ดีเหมือนกัน ยิ่งเดือนนี้ปิดเน็ต 3G ยิ่งทำให้รู้สึกว่าโลกนี้ช่างสงบ เป็นการทำใจก่อนเปิดเทอมวันพรุ่งนี้ และลุยหางานต่อ >__<
ป.ล.ขากลับแวะโออิตะ... เสียเงินเพราะความศรัทธา AKB48 เรียบร้อย orz




























