2012/May/05

     เอ็นทรี่นี้เขียนเพื่อนักศึกษา APU ปีสองเป็นต้นไป ที่สนใจจะหางานในญี่ปุ่น และอยากเตรียมความพร้อมแต่เนิ่นๆ ครับ

     このエントリーは、日本での就職活動について、タイ人の後輩に向けて書いたものです。就職活動とは何か、いつやるか、どんな環境でやるか、どういう心構えをすればいいかを、自分の経験からまとめました。

     เราเป็นคนหนึ่งที่หางานในญี่ปุ่นในฐานะนักศึกษามหาวิทยาลัย และได้ Job offer (内定) บริษัท IT แห่งหนึ่งมาแล้ว จึงอยากแชร์ประสบการณ์และคำแนะนำในฐานะรุ่นพี่ไว้ ณ ที่นี้ครับ

Photobucket
บรรยากาศช่วงหางานที่ APU เต็มไปด้วยนักศึกษาในชุดสูท

การหางาน - Job Hunting - 就職活動

     การหางาน คือการกำหนดอนาคตตัวเอง กำหนดสิ่งที่ตัวเองอยากทำ อยากจะเป็นในอนาคต แนวคิดเรื่องการหางานที่ญี่ปุ่นต่างจากไทยหรือฝรั่งมาก เพราะบริษัทญี่ปุ่น จ้างนักศึกษาจบใหม่จาก "ศักยภาพในอนาคต" ไม่ใช่จากความสามารถปัจจุบัน ดังนั้น ไม่ว่าจะมีความสามารถขนาดไหน หากเราไม่สามารถแสดงความจริงจัง ความตั้งใจในการสมัครให้บริษัทรู้ ก็สอบตกได้ง่ายๆ

     บริษัทญี่ปุ่นคาดหวังให้เราทำงานเพื่อเขาไปตลอดจนกว่าจะเกษียณ ดังนั้น บริษัทจึงพร้อมที่จะเทรนทักษะการทำงานให้เราตั้งแต่ต้น พร้อมที่จะให้สวัสดิการ ค่าเดินทาง ค่าที่พัก แลกกับความตั้งใจจริงที่จะทำงานเกินกว่าหน้าที่ในอนาคต และความภักดีต่อบริษัท พร้อมจะฝ่าฟันอุปสรรคด้วยกันตลอดไป

     ดังนั้น หากเราเข้าไปทำงานโดยไม่รู้จักความต้องการของตัวเองดีพอ ไม่รู้จักงานดีพอ ก็เตรียมพบกับชีวิตการทำงานที่ไม่มีความสุขได้เลย แต่หากงานนั้นตรงกับสิ่งที่เราอยากทำ สิ่งที่เราอยากเป็นแล้ว แม้จะหนัก เราก็จะมีความสุขกับผลลัพธ์ที่ทำได้ การหางานในญี่ปุ่นจึงเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่าง "จริงจังที่สุด"

ช่วงเวลาที่ต้องหางาน

     การหางาน จะทำตอนปีสามเทอมสองสำหรับคนเข้า Spring หรือ ปีสี่เทอมหนึ่งสำหรับคนเข้า Fall เริ่มจากการเข้าฟังสัมมนาบริษัทตั้งแต่เดือนธันวาคม  จากนั้นก็ส่งใบสมัครภายในวันเวลาที่แต่ละบริษัทกำหนด สอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์ (ที่ APU หรือที่บริษัท) แล้วจึงรู้ผลว่าจะได้รับ Job Offer หรือไม่ โดยปกติจะรู้ผลเดือนมีนาคม-เมษายนเป็นต้นไป และเข้าทำงานเดือนเมษายนปีถัดไปในฐานะพนักงานบริษัท

     ตัวอย่างเทอม Spring: เข้าเรียนเทอม Spring 2009 หางาน Fall 2011 - Spring 2012 เข้าทำงานเมษายน 2013 (หลังเรียนจบทันที)
     ตัวอย่างเทอม Fall: เข้าเรียนเทอม Fall 2008 หางาน Fall 2011 - Spring 2012 เข้าทำงานเมษายน 2013 (หลังเรียนจบหนึ่งเทอม)

     แม้จะเริ่มหางานเทอม Fall แต่ APU Career Office จะจัดอบรม เวิร์กช็อปต่างๆ มากมายตั้งแต่เทอม Spring อันแรกสุดคือ Career Guidance เดือนพฤษภาคม อ่านรายละเอียดได้จากเอ็นทรี่ เข้าฟัง Career Guidance และการหางานของนักศึกษาในญี่ปุ่น ครับ

     อนึ่ง ที่ไทยจบมหาวิทยาลัยแล้วจึงเริ่มหางาน แต่ที่ญี่ปุ่น ต้องหางานให้ได้ก่อนจบ ไม่อย่างนั้นจะหมดสิทธิ์สมัครงานในฐานะนักศึกษาจบใหม่ ทำให้สมัครงานได้ยากขึ้นมาก

สถานการณ์การหางานที่ APU

     อัตราได้งานของนักศึกษา APU ต่างชาติที่หางานคือ 95% (2012/5) ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปซึ่งอยู่ที่ 92.8% (2009-2011) กล่าวคือ ถ้าตั้งใจหางานจริง ก็มีโอกาสได้งานสูงมากนั่นเอง

     นักศึกษาต่างชาติใน APU "ได้เปรียบ" คนญี่ปุ่นและนักศึกษาม.อื่นมาก เพราะมีบริษัทที่มาจัดสัมมนาถึงที่มากกว่าร้อยบริษัท แล้วยังจัดสอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์ใน APU เลย ไม่ต้องออกไปขวนขวายเข้าฟังสัมมนาอย่างนักศึกษาในตัวเมือง ลองคิดค่าเดินทางไปกลับโตเกียวเพื่อฟังสัมมนาดู อย่างต่ำก็ 25,000 เยน ไหนจะค่าที่พักอีก หากต้องไปเองบ่อยๆ จะสิ้นเปลืองขนาดไหน

     เหตุผลที่บริษัทลงทุนขนาดนี้คือ บริษัทญี่ปุ่นต้องการบุคลากรในการขยายตลาดไปยังประเทศกำลังพัฒนามากๆ เพราะเศรษฐกิจญี่ปุ่นอยู่ในช่วงถดถอย การบริโภคลดลง ต่างกับประเทศกำลังพัฒนาที่ผู้คนมีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น APU จึงเป็นมหาวิทยาลัยที่มีเสน่ห์ต่อบริษัทญี่ปุ่นมาก เพราะมีนักศึกษาจากหลายสิบประเทศอยู่ แถมนักศึกษาปีสามปีสี่ต่างก็รู้จักวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่น รู้จักการอยู่ในญี่ปุ่นดี รับเข้าทำงานก็ไม่เจอ Culture Shock แน่ๆ

     แต่แม้ว่าบริษัทจะอยากได้คนต่างชาติยังไง ก็ใช่ว่าเราจะมีสถานภาพสูงกว่า ถ้าบริษัทมองว่าความสนใจเราไม่ตรงกับงาน มองไม่เห็นแววเติบโต หรือไม่เห็นความตั้งใจอยากทำงานด้วยจริง เขาก็จะไม่รับเราเข้าทำงานหรอก

PhotobucketWorkshop สนับสนุนการสมัครงานที่ APU จัดขึ้นหลายครั้ง

สามสิ่งที่ต้องรู้ก่อนจะสมัครงานบริษัทใดๆ

1.รู้จักสื่อสาร

     การสื่อสาร นอกจากภาษาญี่ปุ่นแล้ว ยังรวมถึงความสามารถในการเล่าเรื่อง การฟังเข้าใจ การสื่อความหมาย และการติดต่อสอบถาม (報連相) ด้วย แม้จะได้ภาษา แต่หากสรุปความ เล่าเรื่องให้กระชับ ตอบคำถามให้ตรงประเด็นไม่ได้ ก็ประสบความสำเร็จยาก

     สำหรับภาษาญี่ปุ่น นักเรียนต่างชาติ โดยเฉพาะคนไทยอย่างเรา ไม่จำเป็นต้องเพอร์เฟ็กต์ พูดได้คล่องปร๋อแบบคนญี่ปุ่น คนจีน คนเกาหลีก็ได้ ตอนสอบสัมภาษณ์ พูดผิดๆ ถูกๆ บ้างเขาก็ไม่ว่าอะไร ขอแค่มีความพยายามจะสื่อความหมายได้ก็พอ แต่ก็ควรสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นได้ N2 ขึ้นไป เพื่อให้บริษัทอุ่นใจในวุฒิญี่ปุ่นเราได้บ้าง

     ที่สำคัญกว่าการพูดคือการฟัง เพราะถ้าฟังสัมมนาบริษัทไม่รู้เรื่อง หรือฟังคำถามไม่เข้าใจ ก็คงตอบอะไรไม่ได้ วิธีวัดระดับก็ง่ายๆ ลองเทควิชาเมเจอร์ที่ APU เป็นภาษาญี่ปุ่นดู ถ้าฟังครูแก่ๆ หน่อยรู้เรื่องเกินครึ่งก็ไม่มีปัญหา ถ้ายังไม่ได้ก็ควรพยายามอีกซักหน่อย

2.รู้จักตนเอง

     ต้องรู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรกันแน่ ลองคิดภาพตัวเองในสิบปีข้างหน้าดูว่าจะเป็นอย่างไร ทำอะไรเพื่อใครได้บ้าง ทำอะไรแล้วมีความสุข การทำงานคือ "การทำอะไรเพื่อใครบางคน" เพื่อผลตอบแทน หากไม่มีใจรักในสิ่งนั้น งานก็จะเป็นทุกข์เสียเปล่าๆ

     การที่จะรู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร ต้อง "รู้อดีต" ของตัวเองก่อน วิเคราะห์กิจกรรมที่ตัวเองทำมาว่า "ทำอะไร อย่างไร กับใคร เพราะอะไร เจอปัญหาอะไร แก้ยังไง และได้อะไร" แล้วจะมองเห็นเองว่าที่เราทำกิจกรรมนี้ ก็เพราะเหตุผลนี้ ดังนั้น ในอนาคตเราจึงอยากทำงานที่คล้ายๆ กัน หากตอบคำถามดังกล่าวไม่ได้ เท่ากับยังรู้จักตัวเองไม่ดีพอ 

3.รู้จักงาน

      บริษัทขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น มีมากกว่า 10,000 บริษัท ส่วนขนาดกลาง-เล็กมีมากกว่า 4 ล้านบริษัท ดังนั้น การจะหาอุตสาหกรรม/สายงาน/บริษัทที่สนใจจึงไม่ง่ายนัก แต่บริษัทที่มาจัดสัมมนา (説明会) ที่ APU มีจำนวนจำกัด และทาง Career Office ก็จัดเวลาให้ไม่ทับกันอยู่แล้ว ดังนั้น แนะนำให้เข้าฟังสัมมนาให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่จำกัดว่าจะเป็นบริษัทอะไรก็ตาม เมื่อได้ฟังคำอธิบายงาน คุณค่าของการทำงานของบริษัทในแต่ละอุตสาหกรรม ก็จะมองเห็นเองว่าเราสนใจอะไร อยากสมัครงานบริษัทอะไร และจำกัดบริษัทที่จะสมัครได้

     สำหรับเรา เข้าฟังรวมทั้งหมดประมาณ 50 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นบริษัทผู้ผลิต (メーカー) และ IT งานสัมมนาบริษัทจะเริ่มเดือนธันวาคม และจะมีมาเรื่อยๆ ยาวไปจนถึงเดือนพฤษภาคมเลย ดังนั้น แนะนำให้ลงเรียน Quarter 2 เทอม Fall น้อยๆ จะได้ไม่ต้องโดดเรียนไปฟังสัมมนาบ่อยๆ ให้เสียเครดิต

     นอกจากนี้ ช่วงปีสอง-ปีสามเทอมหนึ่ง ควรเปิดโลกทัศน์โดยการสมัครเข้า Field Study, Internship, คลาส Special Lecture/Career Design ที่เรียนร่วมกับบริษัทให้มากๆ เข้าไว้ จะได้รู้ว่าการทำงานที่ญี่ปุ่นเป็นอย่างไร ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้ที่ทำงานจริงๆ และได้เหตุผลสนับสนุนคำตอบต่างๆ เวลาสอบสัมภาษณ์

Photobucket
ไป Internship ดูงานบริษัทจริงๆ เพื่อเปิดโลกทัศน์

Photobucket
จำนวนเอกสารที่ได้จากการเข้าฟังสัมมนาบริษัท (説明会)

สามสิ่งที่ควรระลึกไว้ระหว่างการหางาน

1.พร้อมที่จะหาคนช่วย

     เราไม่โดดเดี่ยวในการหางาน มี Career Office, อาจารย์, เพื่อนที่พร้อมจะช่วยเราเสมอ อย่าเก็บความกังวลไว้คนเดียว ต้องหาคนช่วย ตรวจใบสมัคร ฝึกสัมภาษณ์ให้ได้ โดยเฉพาะ Career Office ที่จัดกิจกรรมเพื่อช่วยให้เราค้นพบตัวเองตั้งแต่เทอม Spring อย่าพลาดโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้

     นอกจากนี้ วิชา Career Japanese ก็เป็นประโยชน์มากๆ นอกจากจะได้ฝึกสำนวนธุรกิจ ฝึกเขียนใบสมัคร ซ้อมสอบสัมภาษณ์จริงๆ แล้ว เราจะได้รู้จักอาจารย์ ขอให้ช่วยได้ด้วย (และอย่าลืมแสดงความขอบคุณล่ะ)

PhotobucketAPU Career Office พร้อมช่วยเหลือนักศึกษาทุกคน

2.กล้าที่จะล้มเหลว

     ไม่มีใครสมัคร 100 บริษัทแล้วได้งาน 100 บริษัท ต้องเตรียมใจสอบตกไว้ โดยเฉพาะบริษัทแรกๆ ที่สมัคร โอกาสตกจะสูงกว่าที่อื่นเพราะเรายังไม่มีประสบการณ์ แต่ก็ขอให้เรียนรู้จากความล้มเหลวนั้น เพื่อนำไปใช้ในการสมัครบริษัทต่อไป วิธีเรียนรู้ที่ดีคือ แอบอัดเสียงตอนสอบสัมภาษณ์ไว้ แล้วเอามาฟังทีหลัง จะได้รู้ข้อเสียของตัวเอง ได้คิดคำตอบที่ดีกว่าเดิม เราเองก็สอบตกไปราวๆ ห้าบริษัท กว่าจะได้งานที่บ.ปัจจุบันนี้

3.มุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จ

     คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความตั้งใจมาก ต้องหาเหตุผลให้ตัวเอง "ต้องทำงานที่ญี่ปุ่นเท่านั้น" ให้ได้ หากคิดว่า กลับไทยหรือไปประเทศอื่นก็มีงานถมเถ จะทำให้เราไม่ทุ่มเทเวลา ไม่ตั้งใจวิเคราะห์ตัวเอง ไม่ตั้งใจพัฒนาภาษาญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ส่งผลให้สมัครงานผ่านยาก เพราะความคิดเหล่านั้น จะสื่อไปยังผู้สัมภาษณ์ด้วย บริษัทไม่อยากทุ่มทุนเลี้ยงดูคนที่คิดจะทำงานเหยาะแหยะ ไม่กี่ปีก็ลาออกกลับประเทศตัวเองหรอก (แต่ถ้าอยากเข้าทำงานแล้วย้ายไปสาขาต่างประเทศก็อีกเรื่อง)

     สำหรับเรา แรงจูงใจที่ทำให้อยากทำงานที่ญี่ปุ่นคือ

  1. ได้ทำงานสาย IT แม้จะจบม.สายศิลป์
  2. บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนา "คน" มาก
  3. อยากเก็บเงินคืนค่าเรียนที่พ่อแม่ส่งให้ (ทำงานที่ไทยกว่าจะคืนได้ แก่พอดี)

Extra: หางาน หรือต่อปริญญาโท?

     เมื่อขึ้นปีสาม ทุกคนย่อมมีตัวเลือกว่าจะหางานที่ญี่ปุ่นหรือจะต่อปริญญาโท อันนี้แล้วแต่ว่าคุณมีเป้าหมาย แผนในอนาคตอย่างไร หากต้องการความรู้ไปใช้ทำงานจริง ก็ควรต่อป.โท หรือถ้าอยากทำงานเก็บประสบการณ์ก่อน ค่อยหาความรู้ทีหลังยามจำเป็นอย่างเรา ก็ควรหางาน แต่ที่สำคัญที่สุดคือ "ห้ามเลือกทางใดทางหนึ่งโดยไม่มีเป้าหมายของตัวเอง" ทำตามที่ตัวเองอยากทำ อย่ายึดติดกับค่านิยมรอบข้างก็เป็นพอครับ

     อนึ่ง บ.ญี่ปุ่นไม่สนวุฒิป.โทนัก ถ้าจะทำงาน ป.โทได้เงินเดือนเริ่มต้นมากกว่าป.ตรีราว 10% (จากราว 205,000 เยน เป็น 225,000 เยน) แต่ก็ต้องดูว่าจะคุ้มกับเวลาสองปีที่ใช้เรียนหรือไม่

 

     ในบทนี้ อธิบายเรื่องความหมายและสถานการณ์ของการหางานในญี่ปุ่นของนักศึกษาต่างชาติ สิ่งที่ต้องรู้ และสิ่งที่ควรระลึกไว้ในการหางาน บทต่อไปจะลงรายละเอียดเรื่องการเข้าฟังสัมมนา การเขียนใบสมัคร และการสอบครับ

     สุดท้ายนี้ สำหรับผู้สนใจรายละเอียดเรื่องการหางานและโครงการสนับสนุนต่างๆ เพิ่มเติม สามารถไปที่เว็บไซต์ของ APU Career Office ได้ครับ มีอธิบายขั้นตอนต่างๆ โดยละเอียดครับ

 

 

ป.ล.ไทยวีค 2012 เริ่มเตรียมการกันอย่างจริงจังแล้ว วันนี้ไปช่วยฝ่ายเดคอร์ทำอุปกรณ์มา สนุกมาก ^_^ (ปีนี้ทำโต๊ะหลายตัวจริงๆ)

Photobucket

Comment

Comment:

Tweet


Chuy (ชุย)
View full profile