APU

2013/Mar/31

31/3/2013

 วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เรายังมีสถานะเป็น "นักศึกษา" ของม. APU ตั้งแต่พรุ่งนี้ เราจะเริ่มทำงานที่บริษัท IT ในโอซาก้าแล้ว จึงขอเขียนเอ็นทรี่ส่งท้ายสโลแกนบล็อก "My life in APU" ด้วยการสรุปชีวิตสี่ปีใน APU: Ritsumeikan Asia Pacific University แห่งนี้ครับ

ใบปริญญา

เหตุผลที่เข้า APU

     เราเข้า APU ก็เพราะความชอบอนิเมะเป็นหลัก รองลงมาคือชอบความเป็นระเบียบของสังคมญี่ปุ่น ความฝันตอนนั้นคืออยากเรียนบริหารธุรกิจเพื่อทำงานเป็นสะพานเชื่อมวงการอนิเมะของญี่ปุ่นกับไทยเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ APU ตอนนั้นยังมีโปรแกรมพิเศษ CAP สาย ICT ที่เราชอบด้วย ไม่มีที่ไหนอีกแล้ว ที่จะได้เรียนภาษา บริหาร และ IT พร้อมกันในสังคมที่เต็มไปด้วยชาวต่างชาติอย่างนี้

ปี 1 ปีแห่งความว่างเปล่า

     ปีแรกที่ APU เป็นปีที่ความคิดเราไม่ต่างจากสมัยม.ปลายนัก ยึดติดกับอนิเมะ เล่นเกม ทำแฟนซับ เป็น Geek ผู้คิดว่า "อินเทอร์เน็ตคือทุกสิ่ง" ใช้ชีวิตยังไงก็ได้ให้ประหยัดที่สุด ตั้งใจเรียนไปวันๆ โดยแทบไม่ไปเที่ยวที่ไหน กิจกรรมก็ไม่ทำนัก ทำให้ไม่มีเพื่อนเท่าไร

     ปีนี้ก็เป็นปีที่ทำให้เราได้ปรับตัวเข้ากับสังคมญี่ปุ่นจริงมากขึ้น ได้เคลียร์เป้าหมายหลายอย่างด้านความบันเทิงที่ตั้งไว้จากที่ไทย เช่น ดูรายการโคฮาคุวันสิ้นปี, ไปเกียวโตเพื่อดูสตูดิโอ Kyoto Animation และยังได้พบกับความบันเทิงแบบใหม่อย่างการร้องคาราโอเกะด้วย ต้องขอบคุณพี่ปีย์ผู้พาเราไปไหนต่อไหนบ่อยๆ มาก แต่กระนั้น ตัวตนของตัวเองใน APU ปีแรกนี้ว่างเปล่ามาก หาจุดยืน หาจุดแสดงความสามารถของตัวเองไม่ได้

ปี 2 ปีแห่งการเตรียมพร้อม

     ปีสอง เราเริ่มรู้สึกแล้วว่าจะดูอนิเมะไปวันๆ ตามข่าว IT ตามสเป็คคอมไปเรื่อยๆ ไม่ได้อีกต่อไป ชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว เราจึงเข้าร่วมกิจกรรม APU Thai Week 2010 เป็นครั้งแรก ทำให้ได้รู้ว่าในการจัดการแสดงโดยคนกว่าร้อยคน ให้คนเกือบพันคนจากหลายสิบประเทศดู ต้องลำบากยากเย็นและใช้ความร่วมมือของผู้คนถึงขนาดไหน ไม่ใช่แค่เต้นๆ ให้จบๆ ไป และได้ลงเรียน Business Japanese เพื่อเตรียมพร้อมหางานในญี่ปุ่นด้วย แม้ตอนนั้นจะยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำงานอะไรก็ตาม แต่ก็ทำให้ได้ย้อนมองว่าจุดเด่นจุดด้อยของตัวเองคืออะไร จะโฆษณาตัวเองอย่างไรใน resume/interview

     หนังสือที่เปลี่ยนชีวิตเราเล่มหนึ่งคือ Moshidora สอนให้เราตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตตัวเอง เช่นเดียวกับองค์กรที่ต้องมีเป้าหมาย แม้จะเป็นเรื่องลำบากก็ตาม สิ่งใหม่ๆ ที่ได้ทำก็เช่นการเดินทางไปโตเกียว 24 ชม.เต็มด้วยตั๋ว Seishun 18 ไปอากิฮาบาระ ย่านศักดิ์สิทธิ์สำหรับโอตาคุครั้งแรก และการทำกิจกรรมอาสาสมัครที่ไทยให้ชมรม PRENGO เป็นครั้งแรก ได้เห็นความด้อยโอกาสของคนต่างจังหวัดที่ทำให้อยากยื่นมือช่วย เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่าความสามารถของตนมีประโยชน์ต่อคนอื่น

ปี 3 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง

     จุดเริ่มของปีสามอยู่ที่ความรู้สึกหลังวิเคราะห์ตัวเองในคลาส Business Japanese เทอมปลายปีสอง รู้สึกว่า "จะปล่อยให้ตัวเองไร้จุดขายอย่างนี้ต่อไปไม่ได้" ทำให้ปีสามเป็นปีที่เราทำกิจกรรมมากที่สุดเท่าที่ผ่านมา และเปลี่ยนตัวเองไปมากๆ สามกิจกรรมที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิดเรามากคือ

    1.การเรียน Programming Seminar: ทำให้เราได้เขียนโปรแกรมที่ทำประโยชน์ได้จริงเป็นครั้งแรก ต้องลำบากโต้รุ่งเขียนโปรแกรม VB.NET อ่าน reference object, class ต่างๆ มากมาย แต่ก็สนุกและทำให้รู้ว่าตัวเองเหมาะกับงาน IT มากกว่างานเกี่ยวกับอนิเมะที่เคยวาดฝัน

    2.Thai Week 2011 - THE SIAM RENAISSANCE - : ไทยวีคปีที่สองที่เข้าร่วม ทำงานเบื้องหลังฝ่ายเสียงครั้งแรก ได้ใช้ความสามารถด้าน IT ของตัวเองในการอัดเสียง ตัดต่อเสียง และเรียนรู้ว่าการแสดงจะประสบความสำเร็จได้ เบื้องหน้ากับเบื้องหลังต้องร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิด และรู้ว่าจุดยืนของตัวเองคืองานเบื้องหลังนี่แหละ

    3.Job Hunting: การหางานที่ต้องทำตอนปีสามเทอมสอง ทำให้เราทบทวนประสบการณ์ที่ผ่านมา เอามาเป็นจุดขายของตน ตอนแรกสมัครแต่บริษัทผู้ผลิตเพราะชอบเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ ของญี่ปุ่น แต่เอาเข้าจริง ก็พบว่างาน Sales/Project Manager ที่บริษัทส่วนใหญ่รับนั้นไม่เหมาะกับเรา หลังปรึกษากับอาจารย์ ก็เปลี่ยนไปสมัครบริษัท IT เป็นหลักแทน จึงได้งานตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2012 เป็นคนแรกๆ ของรุ่นเลย

     ปีนี้ถ้าถามว่าเราเปลี่ยนไปอย่างไร ก็คงตอบว่าเรากล้าปรึกษาคนอื่นมากขึ้น กล้าที่จะล้มเหลวและทำสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น และรู้ "คุณค่า" ของตัวเองในตลาดงานอย่างแท้จริงผ่านการหางาน

ปี 4 ปีแห่งอิสระเสรี

     ปี่สี่เป็นปีที่อิสระมาก เพราะหน่วยกิตที่ต้องเรียนเหลือแค่ 10 หน่วยกิต ลงเรียนไม่เยอะ สำหรับเทอมต้น เราทุ่มเทเวลาให้กับ Thai Week 2012 - Thousand Shades of Love - มาก เข้าประชุม อัดเสียงและปรับแก้กับฝ่ายดราม่าเป็นจุดๆ เปิดหอและปิดหอแทบทุกวัน จนกลายเป็นคนใจเย็นขึ้นเยอะ ต้องขอบคุณหัวหน้าไทยวีคและฝ่ายต่างๆ ที่ร่วมมือกันทำให้ไทยวีคปีนี้เป็นปีที่เรียกเสียงหัวเราะได้มากที่สุดตามคอนเซ็ปต์

     ไทยวีค ทำให้ได้ตระหนักอีกครั้งว่า ภาระของงานเบื้องหลังที่เราทำนั้นหนักมาก เพราะเสียงที่เปิด นอกจากคนในฮอลจะได้ยินกันหมดแล้ว ยังถูกบันทึกบน Ustream เผยแพร่ทั่วโลก ผิดแล้วผิดเลย ไม่มีสิทธิ์กลบเกลื่อนใดๆ... เหมือนกับงาน IT System Engineer ที่เราจะทำ ถ้าโปรแกรมระบบผิด ระบบก็ล่ม ทำให้ลูกค้าเดือดร้อน และไม่สามารถแก้สิ่งที่ผิดพลาดไปแล้วได้อีกด้วย ดังนั้นจึงต้องทุ่มเทให้กับการเตรียมตัวอย่างถึงที่สุด

     สำหรับเทอมสอง เทอมสุดท้าย สิ่งที่เปลี่ยนเราที่สุดก็คือ HKT48 หลังจากไปดูสเตจครั้งแรกเดือนกันยายน 2012 เราก็ติดอย่างโงหัวไม่ขึ้น ทำแฟนซับทุกสัปดาห์ ไปฟุกุโอกะเดือนละสามสี่ครั้งเพื่อดูสเตจ และเพราะโรงละคร HKT48 อยู่ไกลถึง 200 กม.นี่แหละ ทำให้เราเดินทางเป็นว่าเล่น ใช้บัตร JR Pass สำหรับนักศึกษาจนคุ้ม นั่งรถไฟบนสายหลักครบทุกสายบนคิวชูเหนือ กลายเป็นคนที่สนุกไปกับการเดินทางมาก ยิ่งเดือนมีนาคมยิ่งถึงกับบินไปนาริตะ นั่งเรือไปโอซาก้าเพื่องานจับมือเลยทีเดียว

 โคเอ็น HKT48 ครั้งสุดท้ายที่ไปดู "Hakata Legend"

     ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่แค่สนุกอย่างเดียว เพราะทุกครั้งที่ไปอีเวนต์ เราจะพิมพ์ไดอารี่เสมอ บันทึกความประทับใจในการสร้างคาแรกเตอร์ของสาวๆ, เทคนิคการจับใจแฟนๆ ผ่านบทสนทนาในการจับมือ, การตลาดของ AKB48, กฎในการจัดอีเวนต์ที่มีผู้ร่วมงานหลักหมื่นให้ราบรื่น ฯลฯ เพราะการเดินทางอย่างอิสระนี่แหละ ทำให้สัมผัสได้ว่าโลกนี้ยังมีอะไรที่เราไม่เคยเห็น ไม่รู้มาก่อนอีกมากมาย เชื่อว่าประสบการณ์นี้จะมีประโยชน์ในการทำงานแน่นอน     

สิ่งที่ได้กลับไปจาก APU

     หลังเรียนจบสี่ปีที่นี่ สิ่งที่เราได้กลับไปคือ "ความสุขและความภูมิใจ" ในการสร้างความประทับใจให้คนอื่น (ผ่านไทยวีคเป็นหลัก) เทียบกับสมัยม.ปลายที่ไม่เคยได้เป็นผู้รับผิดชอบอีเวนต์ใหญ่ขนาดนี้ จึงได้ระลึกว่า คนเรามีชีวิตเพื่อแบ่งปันความสุขให้กับคนเราด้วยกัน ไม่ใช่อยู่บนสังคมออนไลน์อย่างที่เคยคิด เราเชื่อว่า แม้บทบาทหน้าที่ในสังคมจะต่างกัน ขอแค่มีความคิดที่จะ "มอบความสุข" ให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าชนชาติใดก็อยู่ร่วมกันอย่างสันติได้


เพื่อนรุ่น Spring 09 ที่ร่วมสุขทุกข์มาด้วยกันสี่ปี

     หากจะสรุปคติที่ได้จาก APU ไป ก็คงขอยกประโยคที่โด่งดัง "Think globally, act locally" มาอ้าง เพราะโลกนี้กว้างใหญ่ ความต้องการและค่านิยมของคนต่างกัน แต่สิ่งที่เราทำ ณ ที่แห่งนี้ก็เชื่อมต่อไปถึงทุกคนในโลกได้ บางที บทความที่เราเขียน อาจเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่ในอนาคตเป็น CEO บ.ข้ามชาติได้มุ่งตามความฝันของตน หรือไทยวีคที่พวกเราทำที่ APU อาจเป็นเหตุให้นักเรียนต่างชาติที่ดูแล้วประทับใจ หันมาทำธุรกิจกับไทยก็เป็นได้ ดังนั้น เราจึงต้องคิดให้กว้าง มองไปถึงผลกระทบขั้นที่สองขั้นที่สามที่อาจเกิดขึ้น ก่อนจะลงมือทำอะไรบางอย่าง แล้วผลลัพธ์จะออกมาดีกว่าเดิม 

ฝากข้อคิดแก่รุ่นน้อง

Shape Your World คือคำขวัญของ APU

เราตีความว่า APU สอนให้เราสร้างโลกที่ตัวเองจะ "เปล่งประกาย" เพราะมี "คุณค่า" ในโลกนั้นจากคำขวัญนี้

คนเรามีความสามารถ มีศักยภาพ แต่หากไม่พบโลกที่ตัวเองจะใช้ความสามารถนั้นให้เกิดประโยชน์ได้ ไม่พบโลกที่ตัวเองจะพัฒนาศักยภาพนั้นได้ ความสามารถนั้นก็จะไม่มีคุณค่าใดๆ

การจะหาโลกที่ตัวเองมีคุณค่าให้พบ เป็นเรื่องยากมาก แต่ APU คือที่ที่ทำให้เราพบโลกนั้นได้

ได้เห็นว่าโลกนี้ยังมีปัญหาใดให้เราเข้าไปแก้ ได้เห็นมุมมองที่แตกต่างของคนต่างชาติ ได้ดิ้นรนหาตัวเองให้พบผ่านการหางาน

การเผชิญสิ่งเหล่านี้นี่เอง ที่ทำให้ "จุดยืน" ของตัวเองโดดเด่นขึ้นมาทีละน้อย จนกลายเป็นคุณค่าที่แท้จริงของตน

หวังว่ารุ่นน้องทุกคนจะสร้างโลกที่ "คุณค่า" ของตนเปล่งประกายได้ผ่านการศึกษาที่ APU ครับ

ซากุระเบ่งบานรับเดือนเมษายน เดือนแห่งการเริ่มต้นชีวิตใหม่

สุดท้ายนี้ ขอฝากคติที่เรายึดมั่นมาตลอดสี่ปี โดยตัวละครที่ชอบที่สุด ยูกิมุระ อันสุ (雪村杏) จาก D.C.II

"จงซื่อตรงต่อความต้องการของตัวเอง"
「自分の欲求に素直になること、それが一番よ」 

     หากต้องการอะไร ก็จงซื่อตรงต่อความต้องการนั้น มุ่งมั่นไขว่คว้าสิ่งนั้น ไม่หาข้ออ้างที่จะล้มเลิก แม้จะลำบากก็อย่าย่อท้อ แม้สังคมจะติติง แต่หากเราเชื่อมั่นว่าสิ่งนั้นดีจริง ก็จงแน่วแน่อย่าสั่นคลอนต่อเสียงวิจารณ์ แล้วความฝัน ความปรารถนานั้นจะเป็นจริงครับ

     ขอบพระคุณเพื่อนๆ ทั้งชาวไทยและเทศ รุ่นพี่ รุ่นน้อง อาจารย์ เจ้าหน้าที่ AO, SO, CO, CO-OP บริษัทต่างๆ ที่จัดงานสัมมนา จัดอินเทิร์นชิป และผู้คนมากมายนับไม่ถ้วนที่ช่วยให้ผมได้จบการศึกษาจาก APU ที่มีวันนี้ได้ก็เพราะความร่วมมือและการสนับสนุนของทุกคนจริงๆ และขอบคุณทุกท่านที่อ่านบล็อก Chuy's blog: My life in APU นี้มาตลอดสี่ปีครับ จากนี้ผมจะก้าวสู่สังคมคนทำงาน คงมีเรื่องลำบากรออยู่มากแน่ แต่ก็จะพยายามพัฒนาตัวเองยิ่งๆ ขึ้นไป และทำประโยชน์ต่อสังคมโลกให้ได้ครับ

2012/Aug/25

  เอ็นทรี่นี้จะอธิบายงานของฝ่ายเสียง (Sound Department) ใน APU Thai Week 2012 - Thousand Shades of Love - ครับ โดยมีวัตถุประสงค์อยากให้รุ่นน้องรู้ถึงความสำคัญของงานเบื้องหลัง โดยเฉพาะงานฝ่ายเสียงกัน

Photobucketแผงควบคุมเสียง หนึ่งในหัวใจหลักของการแสดง
 
  Thai Week 2011 เมื่อปีที่แล้ว เป็นปีแรกที่เราเข้ามาทำงานสำคัญงานหนึ่งในงานเบื้องหลัง คือการทำและคุมเสียงทั้งหมด ซึ่งเป็นงานที่เหมาะกับคนชอบอยู่กับคอมพิวเตอร์และแผงควบคุมอย่างเรามากๆ

  สำหรับปีนี้ เป็นปีสี่ ปีสุดท้ายของเราในชีวิตนักศึกษา APU ถึงจะขยายหน้าที่ไปเป็น Technical Department Leader ด้วย แต่งานหลักเราก็ยังอยู่ที่เสียงตามเดิม งานทำเสียง เป็นงานที่ไม่มีใครเห็น แต่ก็ขาดไม่ได้สำหรับการแสดงทั้งหมด และที่สำคัญสุดคือ เป็นงานที่วันแสดงจริง "ผิดไม่ได้" เลย เพราะการเปิดเสียงผิด จะทำให้ทุกอย่างผิดหมดทันที... ถือเป็นงานเรียบๆ ที่ความรับผิดชอบหนักใช่เล่นเลยล่ะ

อธิบายงานตามไทม์ไลน์

 งานฝ่ายเสียง อธิบายแบบรวบรัดคือ 1.ทำความเข้าใจธีมของวีค 2.อัดและตัดต่อเสียงละคร เสียงเพลงการแสดง 3.ซ้อมเปิดไฟล์เสียงบนเวทีจริง 4.เปิดไฟล์เสียงวันจริง ซึ่งอธิบายโดยละเอียดได้ดังต่อไปนี้ครับ
  • ขั้นเตรียมตัว
    • ประชุมกับฝ่ายละคร ทำความเข้าใจเนื้อเรื่องโดยรวม -- ยังจำได้เลยว่าต้องอ่านบทละคร 15 หน้าแล้วนึกภาพตามเอาเองหมด
    • เข้าประชุม general meeting เพื่อทำความเข้าใจธีมของวีค บรรยากาศโดยรวม
    • นัดเวลากับฝ่ายละคร นักแสดงละครเพื่ออัดเสียง
    • เข้า Millennium Hall Guidance เพื่อเรียนวิธีใช้แผงควบคุมเสียง
    • ขอไฟล์เพลงจากการแสดงต่างๆ รวมทั้งแก้ไขตามคำเรียกร้อง
  • ขั้นทำไฟล์เสียงละคร
    • จองสตูดิโออัดเสียง (ต้องเข้า Multimedia Lab Guidance ก่อน)
    • อัดเสียงพากย์ ของตัวละครหลัก ตัวละครประกอบ ผู้บรรยาย ฯลฯ
    • หาเสียง Background Music ประกอบ
    • หาเสียง Effect ประกอบ
    • ตัดต่อ ปรับเวลาเสียง และ Finalize เป็นไฟล์เดียว
  • ขั้นซ้อมใหญ่ใน Millennium Hall
    • จัดแผงควบคุมเสียง เปิดลำโพง เปิดไมค์
    • เก็บอุปกรณ์ ปิดเครื่อง ตรวจความเรียบร้อย
    • เปิดเสียงระหว่างซ้อมบนเวที ตลอดเวลา ทุกการแสดง
    • เช็คความดังเสียง
    • ประสานงานกับ Stage Director, นักแสดง, ม่าน, แสง, สปอตไลท์ เพื่อ fix จังหวะเปิดเสียงแต่ละฉาก แต่ละการแสดง -- จุดที่ยากและเหนื่อยที่สุด ต้องปรับเปลี่ยนหลายรอบมาก เพราะการซ้อมบนเวทีใหญ่ ไม่เหมือนกับการซ้อมเป็นกลุ่มย่อยๆ ข้างนอก
    • ดูการแสดง แล้วกดเสียง Effect บางจุดด้วยตนเอง (เสียงต่อยมวย ฯลฯ)
  • วันจริง
    • เปิด-ปิด อุปกรณ์เสียง ตรวจเช็คความเรียบร้อยของอุปกรณ์
    • ปรับความดังเสียง ตรงนี้ต้องมีคนฟังอยู่ในฮอลจริงๆ แล้วคอยแจ้งขึ้นมา
    • เปิดเสียงตามคำสั่งของ Stage Director
    • กดเสียง Effect บางจุดด้วยตนเอง
Photobucket
ไมค์อัดเสียง
Photobucket
ห้องสตูดิโอ
 

   จะเห็นได้ว่างานฝ่ายเสียง ไม่ใช่แค่กดปุ่ม Play เปิดเพลงเสร็จก็จบ กว่าจะมีเพลงให้เปิดได้ ต้องผ่านหลายขั้นตอน และทั้งหมดที่พูดมานี้ ต้องแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายรอบ เช่น

  • อัดเสียงตัวละครเสร็จ พอขึ้นเวทีซ้อมจริง ปรากฏว่าอารมณ์ไม่ถึง หรือทำท่าตามเสียงแล้วแปลกๆ ก็ต้องอัดใหม่
  • ช่องไฟที่เว้นไว้ไม่พอ เพราะเวทีจริงกว้างกว่าตอนซ้อม ก็ต้องขอให้นักแสดงมาช่วยดูไฟล์เสียง ปรับใหม่หลายรอบ
  • บางจุดเว้นเงียบให้นักแสดงออกท่าทาง ปรากฏว่ากะจังหวะเสียงต่อไปมาไม่ถูก ก็ต้องหาเสียงเพลง/เอฟเฟ็กต์มาใส่เป็นตัวให้สัญญาณ (อย่างเสียงหัวใจเต้นตุบๆ ปีนี้ก็ใช่)
  • ตอนเปลี่ยนเพลง/เปลี่ยนฉาก บางจุดให้ Stage Director สั่งขึ้นเพลงใหม่ ปรากฏว่าช้าไป เรามองเวทีแล้วเปิดเอง หรือเปิดเพลงต่อเนื่องได้เลย ก็ต้องจดใหม่เรื่อยๆ
  • ฉากที่ปิดม่านเพื่อเก็บของ Backstage เก็บ-จัดไม่ทัน ต้องหาเพลงมาถ่วงเวลา
Photobucket
ร่วมซ้อมกับฝ่ายดราม่า เพื่อปรับเสียงให้ตรงจังหวะที่สุดเท่าที่ทำได้

  จากที่พูดมานี้ คงทำให้เปลี่ยนอิมเมจต่อฝ่ายเสียงว่าแค่นั่งหน้าคอมกดปุ่มเฉยๆ ได้ ฝ่ายเสียง ก็เป็นฝ่ายที่ต้องประสานงาน ทำงานร่วมกับฝ่ายอื่นอย่างใกล้ชิดเช่นกัน และฝ่ายเสียงนี่ล่ะ คือฝ่ายที่ทำงานใกล้ชิดกับฝ่ายละครที่สุด ถึงแม้เราจะเป็นลูกมือของหัวหน้าและการแสดงต่างๆ เราเปลี่ยนบทละครและการแสดงไม่ได้ แต่เราก็มีสิทธิ์แสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมา โดยการหาเสียงเอฟเฟ็กต์ หาเพลงประกอบที่เข้ากันใส่ ใส่ Filter ให้เสียงมีมิติ หรือเสนอให้ปรับแก้บทพูดบางส่วนได้

  สิ่งหนึ่งที่ดีใจ ก็คือการที่เสียงที่เราใส่ ช่องว่างที่เราเว้น ทำให้การแสดงสนุกขึ้น สร้างบรรยากาศ ให้คนดูมีอารมณ์ร่วมกับละครได้ และสิ่งที่ประทับใจที่สุด คือการได้เห็นการแสดงดำเนินไปอย่างราบรื่นไม่ติดขัด ซึ่งเป็นเรื่องที่คนไม่ได้อยู่เบื้องหลังคงเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ที่จริงแล้ว "ความปกติ" ที่ว่าน่ะ มาจากความพยายามซ้อมหลายสิบรอบที่ไม่มีใครเห็นต่างหาก

Photobucket
ห้องควบคุมในวันซ้อม
Photobucket
ห้องควบคุมอีกมุมหนึ่ง ข้างในคือแผงไฟ อีกหน้าที่สำคัญของเบื้องหลัง

คำแนะนำสำหรับรุ่นต่อๆ ไปที่จะทำงานนี้

  • ตอนอัดเสียง ต้องคอยบอกคนพากย์ให้ปากจ่อไมค์มากๆ ลด Noise ให้มากที่สุด
  • หา Sound Effect Library ไว้ จะสะดวกเวลาหาเสียงประกอบมาก
  • แก้เสียง ปรับช่องไฟ ต้องทำกับฝ่ายดราม่า ให้ทำความเข้าใจบทละคร ดูการซ้อมการแสดงไว้
  • ศึกษาแผงควบคุมเสียง ทำความเข้าใจ Input/Output/Speaker ให้ดี และถ้าฝึกปรับ EQ ให้เป็นด้วยจะยิ่งสุดยอด
  • เซ็ต Remote Control ให้ฝ่ายไฟเปิดเสียงได้ง่ายๆ ด้วย จะได้ไม่ต้องเฝ้าคอมตลอดเวลาซ้อม
  • เวลารันทรู ต้องมีคนประจำแผงควบคุมเสียง-คอมพิวเตอร์สองคนเสมอ มีคนหนึ่งเปิด คนหนึ่งคอยอ่านบทและทวนคำสั่ง กันความผิดพลาด
    • โดยเฉพาะปุ่มเปิดเสียง PC ข้างล่างเวลาจะเปิดวิดีโอ พลาดลืมเปิดประจำทุกปี!!

 สำหรับรุ่นน้องที่สนใจงานฝ่ายเสียง: งานเสียง เป็นงานที่เรียบง่าย แต่สำคัญมาก ต้องการคนที่มีสมาธิ รอบคอบ ไม่ใจลอย และสำนึกถึงความรับผิดชอบของงานตนที่มีต่อไทยวีคทั้งหมด ใครรู้ตัวว่าไม่อยากขึ้นเวที แต่อยากภูมิใจที่เป็นหนึ่งในเบื้องหลังของผู้ทำให้ไทยวีคสำเร็จ ขอเชิญมาฝ่ายเสียงได้เลยครับ ^_^

Photobucket
สมาชิกฝ่ายเทคนิค Thai Week 2012 (แสง เสียง สปอตไลท์)

Extra งานเบื้องหลังอื่นๆ บนเวที

งานเบื้องหลังอื่นๆ ก็มีเพียบ จะขออธิบายคร่าวๆ ไว้ สำหรับผู้ที่สนใจครับ จุดที่เหมือนกันของงานเบื้องหลังคือ มาก่อน กลับหลัง เพราะต้องอยู่คุมหลายการแสดง ไม่เหมือนนักแสดงที่มาซ้อมการแสดงของตัวเองเสร็จก็กลับ เตรียมตัวเหนื่อยได้ แต่ก็สนุกครับ ^^
  • Stage Director: คนประสานงานบนเวทีทั้งหมด เรียกนักแสดง ปล่อยนักแสดงขึ้นเวที สั่งเปิดปิดม่าน ไฟ แสง สปอตไลท์ ดูความเรียบร้อยเวทีว่าพร้อมไปฉากต่อไปหรือไม่ เป็นงานที่หัวหมุนมากๆ ถือเป็นศูนย์บัญชาการของการแสดงทั้งหมด
  • Lighting: ฝ่ายแสง เริ่มตั้งแต่การจัดไฟ ต้องประสานงานกับการแสดงต่างๆ ว่าจะใช้ไฟแบบไหน อย่างไร เปิดตอนไหน ต้องซ้อมเปิดปิด จดคิวการเปิดไฟทั้งหมด (มี 10 กว่าจุด) วันจริงจะเครียดมากเพราะเซฟการเปิดปิดไฟเป็นไฟล์อย่างฝ่ายเสียงไม่ได้
  • Spotlight: ฝ่ายคุมไฟสปอตไลท์ฉายนักแสดง ฉายจุดเด่นในแต่ละฉาก ต้องมีคนขยับไฟหนึ่งคน และคนคอยอ่านบท คอยติดต่อประสานงานอีกหนึ่งคนเสมอ
  • Decoration & Backstage: ฝ่ายเบื้องหลังเวทีของแท้ ทำอุปกรณ์-ฉากเล็กใหญ่ ต่อโต๊ะสร้างบ้าน ตกแต่งมหาวิทยาลัย แต่งเวที นอกจากสร้างเองแล้วยังต้องขนเข้าขนออกเองทุกการซ้อมใน Millennium Hall ด้วย ใช้ทั้งศิลปะ คณิต และกำลังกายครบสูตร
  • Curtain: คนกดเปิดปิดม่าน นั่งประจำที่เดียว แต่สำคัญไม่แพ้คนอื่น เพราะปิดม่านผิดจังหวะ หรือผิดม่าน = การแสดงล่มได้เลยทีเดียว
  • คนถือกุญแจ: ติตต่อยืม-คืนกุญแจจาก Security Office เพื่อเปิดปิด Millennium Hall ให้ทุกคนได้ใช้ซ้อมกันนับสิบครั้ง เหนื่อยกับการกรอกเอกสาร และการตามหากุญแจให้ครบเสมอ และเป็นคนที่ต้องมาก่อนคนอื่น แต่ได้กลับหลังคนอื่นทุกครั้ง (ปี 2012 นี่เราเป็นเอง...)
Photobucket
พวงกุญแจ ที่คนถือกุญแจต้องเจอทุกครั้งที่ซ้อมใน Millennium Hall 
Photobucket
ห้องควบคุมยามเก็บเรียบร้อย... จากนี้เราคงไม่มีโอกาสเข้าไปในห้องนี้ในฐานะนักเรียน APU อีกต่อไปแล้ว...


Chuy (ชุย)
View full profile