SchoolAndStudy

2012/Mar/23

เล่าประสบการณ์ที่ได้ไปทัศนศึกษาโรงงานต่างๆ แถบคันไซ พาร์ทสาม ต่อจาก Kansai Internship 2012/2/13-2012/2/18 (2/3) ครับ

6.Taihei&JACKS (大平工業・ジャックス)

        ไทเฮย์ โคเกียว บริษัทผลิตแปรงสีฟันและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับช่องปาก (ไหมขัดฟัน แปรงซอกฟัน ฯลฯ) โดยมีบริษัท JACKS ในเครือเดียวกันเป็นบริษัทผู้ถือแบรนด์และจัดจำหน่าย กล่าวคือ Taihei เป็น OEM ของ JACKS นั่นเอง

        ภารกิจหลักของบริษัทนี้คือ "ปกป้องสุขภาพในช่องปากของผู้คน" (人々の口中の健康を守る) ด้วยเทคโนโลยีการผลิตแปรงสีฟัน ไหมขัดฟัน และแปรงซอกฟัน

ข้อมูลบริษัท

  • ก่อตั้ง - ปี 1927
  • เงินทุน - บริษัทละ 30 ล้านเยน
  • จำนวนพนักงาน - Taihei 55 คน JACKS 40 คน
  • ยอดการผลิต - 100 ล้านด้ามต่อปี (รวมแปรงสีฟันและแปรงขัดซอกฟัน)
  • ยอดขาย - 200 ล้านเยน
  • ภารกิจ - "เพิ่มมูลค่าโดยรวมของผลิตภัณฑ์ Oral Care" และ "สร้างตลาดผลิตภัณฑ์ Oral Care ใหม่"

Photobucket
เครื่องฝังขนแปรงสีฟัน ใช้เวลาวินาทีเดียวก็เสร็จ 1 ด้าม
Photobucket
ห้องวิจัยและพัฒนา 

        สิ่งที่ได้เรียนรู้จากบริษัทนี้คือ "Innovation จากความล้มเหลว" โดยยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์แปรงสีฟันสีดำขึ้นมา และ "การทุ่มเทเพื่อความพึงพอใจของลูกค้า" ด้วยบริการหลังการขาย

Innovation จากความล้มเหลว "แปรงสีฟันสีดำ"

Photobucket
แปรงสีฟันขนสีดำ (ภาพจาก http://www.jacks.co.jp)

        แปรงสีฟันสีดำนี้ มีด้ามและขนแปรงสีดำสนิท  ตัวขนแปรงใช้สารพิเศษที่ช่วยขัดคราบสกปรกได้ดีขึ้น เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการวิจัยอย่างยาวนานของบริษัท แต่ตอนวางจำหน่ายกลับไม่ได้รับความสนใจ เหตุเพราะ

  1. แปรงสีฟันสีดำไม่เคยมีมาก่อน
  2. ผู้บริโภคไม่เข้าใจว่าทำอะไรได้

        ตอนแรก Catch Phrase ของผลิตภัณฑ์นี้คือ "ด้วยสารพิเศษ (จำชื่อไม่ได้) สีดำ จะขจัดคราบสกปรกในช่องปากได้ดีขึ้น 10 เท่า" แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับการตอบรับที่ดี เพราะผู้บริโภคไม่รู้ว่าสารนี้คืออะไร เมื่อไม่รู้และมองไม่เห็น ก็จะเกิดความไม่เชื่อมั่น และไม่สนใจ

        บริษัทไทเฮย์ จึงคิด Catch Phrase ใหม่ ที่ผู้บริโภคมองปราดเดียวเข้าใจ และเปรียบเทียบได้โดยง่าย คือ "ด้วยพลังสีดำ เพียงใช้น้ำก็สะอาด" (黒の力で水だけでもよく落ちる) รวมทั้งออกแบบดีไซน์ใหม่ให้ปราดเปรียวขึ้น ผลคือยอดขายเพิ่มขึ้นจากตอนต้นถึง 1,000 เท่าทีเดียว

        ปัจจุบัน แปรงสีฟันสีดำ Dental Pro Black เป็นผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายอันดับหนึ่งของบริษัท จับตลาดแปรงสีฟันราคาสูงอยู่ 

บริการหลังการขาย: เปลี่ยนแปรงซอกฟันฟรี

        แปรงซอกฟัน (歯間ブラシ) เคยเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาด oral care แต่ไม่ค่อยได้รับความสนใจนัก เพราะเมื่อก่อนราคาแพงกว่าแปรงสีฟัน แถมคนยังไม่ค่อยกล้าลองใช้ ถึงเทคโนโลยีจะทำให้ราคาถูกลงได้ คนก็ยังไม่ซื้อกันอยู่ดี (เราก็ยังไม่เคยใช้เถอะ - -")

Photobucket
ตัวอย่างแปรงซอกฟัน (ภาพจาก http://www.jacks.co.jp)

        ปัญหาของแปรงซอกฟันคือ มีหลายไซส์ให้เลือกเพราะขนาดรูซอกฟันของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่ผู้บริโภคไม่รู้หรอกว่าตัวเองต้องใช้ไซส์ไหน ต่อให้กล้าซื้อไปลอง พอผิดไซส์ ก็จะอารมณ์เสีย เลิกใช้เสียเปล่าๆ

        บริษัทไทเฮย์ จึงออกนโยบาย เปลี่ยนแปรงซอกฟันฟรี หากไม่ตรงไซส์ แต่ไม่เพียงแค่เปลี่ยนแปรงซอกฟันให้ แต่ส่งแปรงสีฟันให้เป็นของกำนัลกับผู้ที่ขอเปลี่ยนอีกด้วย ผลคือ ลูกค้ากล้าซื้อมากขึ้น นอกจากนี้ คนที่เคยซื้อแล้วได้รับของกำนัล มีความพอใจในสินค้า ก็จะไปบอกคนรู้จักต่อ ส่งผลให้ตลาดแปรงซอกฟันขยายตัวขึ้น จากปี 1994 อยู่ที่ 500 ล้านเยน ปัจจุบัน อยู่ที่ 5,000 ล้านเยน ตรงกับภารกิจของบริษัท "เพิ่มมูลค่าโดยรวมของผลิตภัณฑ์ Oral Care" จริงๆ

        แม้ต้นทุนการเปลี่ยน (ค่าส่ง ค่าแปรงสีฟันใหม่) จะสูงกว่ารายได้จากแปรงซอกฟันมาก แต่เพื่อความพึงพอใจของลูกค้าแล้ว บริษัทไทเฮย์ไม่เสียดายเงินเลยสักนิด ส่งผลให้สินค้าได้รับความนิยมสืบมา (พลังของ word-of-mouth marketing ดูถูกไม่ได้เลย)

Photobucket
เครื่องผลิตแปรงซอกฟัน

สรุปกลยุทธ์ของบริษัทนี้คือ

  • สร้างความแตกต่าง (Differentiation) โดยใช้ความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตแปรงสีฟัน ผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว
  • ผูกสัมพันธ์กับลูกค้า ให้ลูกค้าเป็นแฟนผลิตภัณฑ์ ด้วยบริการหลังการขาย
  • มองการณ์ไกล เปิดตลาดใหม่ และมองหาเทคโนโลยีจากต่างประเทศเสมอๆ

        อนึ่ง เฉลี่ยแล้ว คนญี่ปุ่นใช้แปรงสีฟัน 3.4 ด้ามต่อปี... ทำเราตกใจมาก เพราะเราเปลี่ยนเดือนละครั้งได้มั้ง แปรงสีฟัน - -" คนที่มาอธิบายเขาบอกว่าอยากให้เราเป็นลูกค้าสุดๆ ฮ่าๆ ถ้าคนญี่ปุ่นเปลี่ยนแปรงสีฟันบ่อยกว่านี้ บ.จะกำไรกว่านี้เยอะ

7.Ikuta-sanki (生田産機工業)

        อิคุตะ ซังกิ บริษัทผลิตเครื่องรีดทองแดง (伸銅機械 - shindou kikai) ขายให้กับบริษัทผลิตสินค้าทองแดงต่างๆ ตัวอย่างคือเครื่องปั๊มเหรียญ ใช้โดยบริษัทที่ผลิตเหรียญป้อนให้ธนาคารญี่ปุ่น จุดเด่นของบริษัทนี้คือ 3 in 1 Technology ในเครื่องจักรเดียว ทำให้ผลิตสินค้าทองแดงที่ต้องการความแม่นยำสูงได้ ทำให้บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดเครื่องรีดทองแดงอันดับหนึ่งของโลก

Photobucket
อาคารบริษัท Ikuta-sanki

     บริษัทนี้มีเงินทุน 20 ล้านเยน จำนวนพนักงาน 63 คน ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 50 กว่าปีก่อน และมีโรงงานอีกโรงงานที่จีนซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2002 เพื่อผลิตเครื่องจักร/ชิ้นส่วน เพื่อขายที่ประเทศจีนเป็นหลัก ส่วนโรงงานญี่ปุ่นทำหน้าที่ออกแบบและประกอบเป็นหลัก การรับออเดอร์ของบริษัทนี้คล้ายๆ กับโทไคบาเนะ คือรับผลิตแบบ order-made จำนวนน้อยๆ เน้นคุณภาพแต่ละเครื่องสูงสุด

     สิ่งที่บริษัทนี้ใส่ใจมากคือ ความคิดของพนักงานแต่ละคน ให้ความสำคัญต่อพนักงานแต่ละคนๆ สร้างบรรยากาศให้ปรึกษาพูดคุยได้อย่างเสรี ดังนั้น พนักงานจึงรักและผูกพันในตัวบริษัท ทำให้มีแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองเพื่อบริษัทยิ่งๆ ขึ้น ตัวอย่างคือการขยายโรงงานไปที่จีน ก็เกิดขึ้นจากความคิดของหัวหน้าโรงงาน ที่อยากนำเทคโนโลยีไปเผยแพร่ที่จีนนั่นเอง

กลยุทธ์ของบริษัทนี้คือ

  • มุ่งเป็นที่หนึ่งในสาขาเครื่องจักรรีดทองแดง ขายเทคโนโลยีที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ (เหมือนโทไคบาเนะ)
  • ให้ความสำคัญกับบุคลากร เน้นการสอน อบรมวัฒนธรรมองค์กร: มีการท่องบัญญัติของบริษัททุกเช้า
  • ค่อยๆ ขยายตลาดที่จีน และอินเดียในอนาคต โดยอบรมคนชาตินั้นที่ญี่ปุ่นเพื่อส่งไปเป็นหัวหน้าที่ประเทศนั้นๆ

     จากการชมบริษัทอิคุตะ ซังกิ จึงเห็น "การให้ความสำคัญต่อทรัพยากรบุคคล" อย่างชัดเจน ทำให้เข้าใจว่าทำไมพนักงานญี่ปุ่นจึงทุ่มเทตัวเองเต็มที่เพื่อบริษัท ทำงานล่วงเวลาโดยไม่บ่น เพราะทุกคนมีความสัมพันธ์กับบริษัท คิดว่าบริษัทเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตัวเอง จึงไม่แปลกที่จะอยากทำงานให้บริษัทได้ดี การที่พนักงานจะทุ่มเทได้ขนาดนี้ ก็เพราะการฝึกงาน การอบรมที่ทำให้พนักงานแต่ละคนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวัฒนธรรมบริษัทนั่นเอง

Photobucket
เครื่องมือที่จัดอย่างเป็นระเบียบ
Photobucket
ภายในโรงงาน มีการตีเส้นทางเดินบนพื้น
 

8.Matsushita Memorial Library (松下資料館))

     หอสมุดจัดแสดงแนวคิดของมัทสึชิตะ โคโนะสุเกะ (松下幸之助) ผู้ก่อตั้งบริษัทมัทสึชิตะเด็นกิ (松下電器) หรือ พานาโซนิค ในปัจจุบัน ภายในหอ จัดแสดงประวัติความเป็นมาของเขา และแนวคิดการบริหาร การใช้ชีวิต การคบหากับผู้คน ฯลฯ ของเขา แนวคิดเหล่านี้มีประโยชน์ต่อผู้จัดการมากๆ คนทั่วไปก็นำมาใช้ได้เช่นกัน

     เมื่อปี 1918 มัทสึชิตะ โคโนะสุเกะ อายุ 23 ปี ก่อตั้งพานาโซนิค (ณ เวลานั้นชื่อ มัทสึชิตะเด็นกิ) ด้วยจำนวนคนดำเนินการเพียง 3 คน ปัจจุบัน พานาโซนิคจัดเป็นตัวแทนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่น ด้วยยอดขายมากกว่า 8 ล้านล้านเยนและจำนวนพนักงานกว่า 3 แสน 5 หมื่นคน แน่นอนว่า กว่าบริษัทจะเติบโตถึงขนาดนี้ ต้องผ่านอุปสรรคมามากมาย ซึ่งเราสามารถเรียนรู้จากอุปสรรคเหล่านั้นได้

Photobucket
ทางเข้าหอสมุด
Photobucket
พื้นที่จัดแสดงข้อความและแนวคิด 

ข้อคิดสำคัญๆ ที่ได้มีตามนี้

  • จงมีความมุ่งมั่น (熱意は磁石) คนที่มีความมุ่งมั่นอยากทำสิ่งใดให้สำเร็จ ย่อมดึงดูดคนที่สนใจในสิ่งเดียวกันมาร่วมมือ
  • จงรวบรวมความรู้ (衆知を集める) ความรู้ความสามารถของคนคนหนึ่งย่อมมีขีดจำกัด การจะทำสิ่งใดให้สำเร็จ ต้องพึ่งพาความรู้ความสามารถของผู้อื่น แต่กระนั้น ก็ต้องมีความคิดเป็นของตัวเองด้วย ไม่ใช่ถูกผู้อื่นชักจูง
  • จงกลับเป็นกระดาษขาว (白紙に戻して考える) กลับเป็นคนที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้ ไม่ยึดติดกับความรู้ที่เรียนมา ไม่ยึดติดกับขีดจำกัดที่ตนรู้ จะได้กล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ ลองค้นหาวิธีใหม่ๆ ขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม
  • จงตั้งเป้าหมายสูง (大きな目標を掲げる) เป้าหมายต่ำๆ ไม่สามารถก่อให้เกิดนวัตกรรมได้ ต้องตั้งเป้าหมายสูงๆ ให้เกิดความรับผิดชอบ ให้เกิดแรงกระตุ้นที่จะทำให้สำเร็จ
  • จงรำลึกว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า (最善の上にも最善がある) แม้สิ่งที่ตนคิดว่าทำดีที่สุดแล้ว ก็ยังสามารถทำให้ดีขึ้นได้อีกไม่มีวันจบสิ้น -- ต่อให้บริษัทพยายามเต็มที่จนลดต้นทุนได้ 50% ยังไงลูกค้าก็ยังอยากได้สินค้าราคาต่ำกว่านี้อยู่ดี

     และข้อที่สำคัญที่สุดคือ จงมีจิตใจที่บริสุทธิ์ 「素直な心を持つ」 คือ ใจที่ไม่ถูกสิ่งอื่นรบกวน ไม่หลีกเลี่ยงสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ ไม่ลุ่มหลงไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ถูกค่านิยม-ความเชื่อจำกัดความคิด ซึ่งเราตีความได้ว่า "ใจที่กล้าทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ" นั่นเอง

     เราว่าสตีฟ จ็อบส์นี่แหละ ที่เป็นตัวแทนของผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์คนหนึ่ง เลยมองเห็น "แก่นแท้" ของความต้องการของผู้คน และสร้างอุปกรณ์ที่เรียบง่าย แต่ตอบสนองความต้องการนั้นออกมาได้... อย่าง iPad ทำออกมาเพื่อให้ "ประสบการณ์" การบริโภคสื่อที่ดีขึ้น ง่ายขึ้น ซึ่งต่างจากคอมพิวเตอร์ที่อัดแต่สเป็ก แต่ประสบการณ์ที่ได้กลับไม่ดีขึ้น หากมองไม่เห็นแก่นแท้ว่า "ประสบการณ์" ที่ผู้บริโภคต้องการคืออะไร คงไม่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่ปฏิวัติวงการได้แน่นอน

9.Otabe (おたべ)

     โอทาเบะ บริษัทผลิตขนมญี่ปุ่น ผลิตขนมยัตสึฮาชิ (八つ橋) และสินค้าที่เกี่ยวข้อง มีแบรนด์หลักคือ โอทาเบะ ซึ่งเป็นขนมยัตสึฮาชิสดสอดไส้ต่างๆ หากจะหาซื้อของฝากขึ้นชื่อที่เกียวโต ก็คงไม่พ้นโอทาเบะนี่แหละ... แนะนำว่าอย่าซื้อกล่องใหญ่นัก โอทาเบะ กินแรกๆ หวานอร่อยติดใจ แต่พอเยอะเข้า รับรองเลี่ยนจนกลืนไม่ลง...

PhotobucketPhotobucket
ทางเข้าและตัวโรงงานซึ่งจำหน่ายสินค้าด้วย

     สำหรับที่นี่ เราไม่ได้มาดูบริษัท แต่มาเข้า workshop ทำโอทาเบะจริงๆ กิน คนทั่วไปก็สามารถมาได้โดยต้องจองล่วงหน้า จ่ายเงิน 600 เยนเป็นค่าเข้าร่วมกิจกรรม ก็ได้ลองทำโอทาเบะจริงๆ สนุกดี แถมได้ชงชาเขียวดื่มด้วย ส่วนโรงงานผลิต ได้ดูผ่านๆ ใช้เครื่องจักรผลิตอย่างที่คิด คนมีหน้าที่บรรจุหีบห่อเป็นหลัก ตอนวิทยากรบอกว่าโอทาเบะที่ทำเสีย จะต้องถูกทิ้งทั้งหมด ก็เสียดายอยู่ แต่พอได้ทำกินเองเท่านั้นแหละ คิดว่าทิ้งน่ะดีแล้ว ขืนให้คนงานเอากลับบ้านไปกินทุกวัน คงเป็นเบาหวานกันทั้งครอบครัว มันหวานโคตรๆ = =

Photobucket
โอทาเบะที่ถูกลำเลียงมาตามสายพาน
Photobucket
อุปกรณ์ทำโอทาเบะ

Extra: Free Time @ Kyoto

 ที่เกียวโต เราโชคดีมากที่วันที่ไปมีการแสดงไมโกะที่เรียวกังแห่งหนึ่งพอดี คนนอกก็เข้าไปชมได้ฟรีๆ ก็เลยถือโอกาสถ่ายรูปไมโกะกับรูปสวนสวยๆ ของเรียวกังมา
 อนึ่ง ถ้าเข้าใจไม่ผิด ไมโกะคือคนที่กำลังฝึกฝนเพื่อเป็นเกอิชา (นักแสดงศิลปะญี่ปุ่นประเภทหนึ่ง ผู้หญิงเท่านั้น) หากอายุ 20 ปีแล้วฝีมือดีพอ ก็จะได้เป็นเกอิชา หากยังไม่บรรลุในศิลปะ ก็จะรามือจากวงการแสดงไป ดังนั้น ไมโกะทุกคนจึงอายุต่ำกว่า 20 ปี
Photobucket
ไมโกะ
Photobucket
สวนในเรียวกัง 
Photobucket
Kyoto Tower
Photobucket
K's House Kyoto โรงแรมที่พัก วันกลับหิมะตกหนักพอดี เลยขาวโพลน

สรุป

     การไป Internship แถบคันไซครั้งนี้ ทำให้เราได้ดูและสัมผัสกับโรงงานญี่ปุ่นจริงๆ ได้ฟังการนำเสนอของพนักงานระดับผู้บริหาร ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็น และได้เข้าใจ "วัฒนธรรมองค์กร" ของบริษัทญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับพนักงานแต่ละคนมากๆ

     จุดที่เหมือนกันของบริษัทขนาดกลาง-เล็กที่ดูมาคือ

  1. มีเทคโนโลยีเฉพาะตัวที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ เป็น Only One ในสาขาของตน
  2. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรมาก เพราะถ้าไม่มีคนสืบทอดเทคโนโลยี บริษัทก็ไม่อาจอยู่รอดได้
  3. เริ่มขยายตลาดไปยังต่างประเทศ เพื่อการอยู่รอดในอนาคต ซึ่งเป็นกระแสของทุกบริษัทในญี่ปุ่นไปแล้วก็ว่าได้ เพราะเศรษฐกิจในประเทศของญี่ปุ่นไม่ขยายตัวแล้ว

     เราว่าข้อที่สามเป็นสิ่งสำคัญในการอยู่รอดของบริษัทเหล่านี้ รวมถึงการอยู่รอดของประเทศญี่ปุ่นเอง เพราะเทคโนโลยีการผลิต consumer product หลายอย่างถูกจีนและเกาหลีแซงหน้าไปแล้ว ญี่ปุ่นจะผดุงเศรษฐกิจต่อไปได้ ก็ด้วยเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังของบริษัทขนาดกลาง-เล็กนี่แหละ หากนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปผูกกับธุรกิจต่างๆ ทำให้เกิดการขยายตัวได้ รายได้สู่ญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นมากแน่นอน เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ยังไม่มีใครตามทันได้ เพียงแต่ยังขาดหนทางนำไปใช้งานในวงกว้างเท่านั้นเอง

 

     หวังว่าบันทึกการร่วมกิจกรรมนี้คงเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านทุกท่าน ส่วนนักศึกษา APU หากใครสนใจเข้าร่วม อาจารย์โมริจะจัด Internship/Field Study ทุกๆ ต้นปิดเทอม ดังนั้น ก่อนปิดเทอม 1-2 เดือน ขอให้เช็คประกาศใน APU Thai Community ดู คิดว่าคนรับผิดชอบจะมาโพสต์แน่นอน อยากให้เข้าร่วมสักครั้ง เป็นการเปิดหูเปิดตาดูอุตสาหกรรมญี่ปุ่น โดยเฉพาะคนที่คิดจะหางานที่ญี่ปุ่นครับ

2012/Mar/22

 เล่าประสบการณ์ที่ได้ไปทัศนศึกษาโรงงานต่างๆ แถบคันไซ พาร์ทสอง ต่อจาก Kansai Internship 2012/2/13-2012/2/18 (1/3) ครับ

4.Daihatsu (ダイハツ工業)

     ไดฮัทสึ บริษัทผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก (軽自動車) ปัจจุบันเป็นบริษัทหนึ่งในเครือโตโยต้า เป็นบริษัทขนาดใหญ่บริษัทเดียวที่ไปในทริปนี้ รถยนต์ขนาดเล็กคือรถยนต์ที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 660 cc ข้อดีคืออัตราภาษี, เบี้ยประกันถูกกว่า ราคาถูกกว่า และประหยัดเชื้อเพลิงกว่ารถยนต์ปกติ ในญี่ปุ่นมีการใช้รถยนต์ขนาดเล็กมากกว่า 30% ทีเดียว

Photobucket
รถยนต์ขนาดเล็กสามล้อ สมัยก่อน
Photobucket
เครื่องยนต์และอธิบายการทำงาน

     ที่ไดฮัทสึ เราได้ฟังบรรยายจากพนักงาน และถามตอบนิดหน่อย จึงได้รู้ว่าหัวใจของการผลิตรถยนต์นั้นอยู่ที่ "ชิ้นส่วน" เพราะต้องนำชิ้นส่วนนับหมื่นชิ้นจากหลายบริษัทมาประกอบเข้าด้วยกัน หากโรงงานผลิตที่ใดที่หนึ่งไม่พร้อม ทั้งไลน์การผลิตจะหยุดชะงัก ดังนั้น Supply Chain Management จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก จากนั้นก็เดินชมศูนย์จัดแสดงความเป็นมาของบริษัท รวมถึงวิสัยทัศน์ในอนาคตด้วย

กลยุทธ์ของไดฮัทสึคือ

  • พัฒนาเครื่องยนต์ให้มีมูลค่าเพิ่ม: ประหยัดเชื้อเพลิงยิ่งขึ้น ปัจจุบันทำได้ที่ 30 กม./ลิตร (รถทั่วไป 20 กม./ลิตร)
  • พัฒนารถไฮบริดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ใช้งานได้หลากหลายขึ้น: สามารถปั่นไฟจากรถให้บ้านในยามฉุกเฉินได้ กลับกันจากที่ต้องชาร์จไฟจากปลั๊ก
  • กระจาย Supplier อันดับลึกๆ เพื่อลดความเสี่ยง: จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว พบว่า Supplier ชิ้นส่วนหลายๆ เจ้า ซื้อวัตถุดิบจากที่เดียวกัน ปรากฏว่าที่นั่นประสบภัย เลยส่งมอบไม่ได้เหมือนกันหมด

     อนึ่ง เห็นว่ารถยนต์ขนาดเล็กไม่แพร่หลายในอเมริกาและยุโรป เพราะที่นั่นไม่มีอัตราภาษีพิเศษสำหรับรถยนต์ประเภทนี้ คงเป็นเหตุผลเดียวกับที่ไม่ค่อยเห็นรถแบบนี้ในประเทศไทยล่ะมั้ง

5.PETEC: Panasonic Eco Technology Center

     PETEC ศูนย์รีไซเคิลเครื่องใช้ไฟฟ้า ลงทุนโดยพานาโซนิก ที่นี่รีไซเคิล โทรทัศน์ (CRT, LCD) เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า และตู้เย็น ของทุกผู้ผลิต แนวคิดการดำเนินการคือ "จากผลิตภัณฑ์สู่ผลิตภัณฑ์" (商品から商品へ)

     เทคโนโลยีรีไซเคิลของที่นี่ก้าวล้ำมาก ตรงที่สามารถนำวัตถุดิบมากกว่า 50% มาใช้งานใหม่ได้ มีไลน์แยกชิ้นส่วน เครื่องบดขยี้ที่สามารถป่นเครื่องซักผ้าให้เป็นเศษๆ ได้ในสิบวินาที และเทคโนโลยีแยกประเภทวัตถุดิบที่ถูกป่น (เหล็ก ทองแดง พลาสติก ฯลฯ) เพื่อนำไปขายแก่บริษัทผลิตวัตถุดิบ

Photobucket
สำนักงานและโรงงานรีไซเคิล PETEC

        ข้อสังเกตของศูนย์รีไซเคิลนี้คือ ต้องใช้คนงานแยกชิ้นส่วนต่างๆ เป็นอย่างมาก เครื่องจักรมีหน้าที่ช่วงหลังๆ (ลำเลียง ตัด บดขยี้ แยกประเภท) เนื่องจากศูนย์รับเครื่องใช้ไฟฟ้าจากหลายผู้ผลิต ต่างปีการผลิต จึงไม่สามารถใช้เครื่องจักรถอดประกอบอัตโนมัติได้ น็อตแต่ละตัว คอมเพรสเซอร์ของแอร์แต่ละเครื่อง ต้องให้คนเป็นคนไขออกและแยกออกมา จุดนี้เอง ที่ทำให้ต้นทุนรีไซเคิลสูงขึ้น เพราะค่าแรงที่ญี่ปุ่นสูงมาก (เงินเดือนขั้นต่ำของพนักงานบริษัทจบป.ตรีอยู่ที่ 200,000 เยน)

        อีกจุดที่ทำให้ต้นทุนสูง คือการที่เครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อหลายสิบปีก่อน ไม่ได้ถูกผลิตโดยคำนึงถึงการรีไซเคิล เช่น ตราสินค้าที่เป็นเหล็กหลอมติดกับกรอบพลาสติกของทีวี ทำให้ต้องเพิ่มขั้นตอนการแยก หรือหลอดแก้วสองชนิดในทีวีที่เชื่อมติดกันสนิท ต้องใช้เครื่องยิงเลเซอร์เพื่อตัดแยกออกมา

        เมื่อต้นทุนสูงอย่างนี้ ทำไมจึงต้องรีไซเคิล? ก็เพราะญี่ปุ่นไม่มีพื้นที่ถมขยะแล้วน่ะสิ... และอีกสาเหตุสำคัญคือ ราคาวัตถุดิบที่ถีบตัวสูงขึ้น (โดยเฉพาะ Rare Earth - สินแร่หายาก - ที่เป็นหัวใจของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายชนิด รวมถึงสมาร์ทโฟน) เพราะเศรษฐกิจประเทศจีนซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบเติบโตเร็วมาก จีนจึงต้องผลิตสินค้าสู่ผู้บริโภคมากขึ้น ไม่มีมาส่งออกให้ญี่ปุ่น ในภาวะเช่นนี้ เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าๆ ที่มีวัตถุดิบซึ่งนำมาใช้ใหม่ได้อยู่มากมาย แถมอยู่ในประเทศญี่ปุ่นแล้ว ไม่ได้รับผลกระทบจากราคาวัตถุดิบโลก จึงเป็นเหมือนขุมสมบัติเลยทีเดียว แม้ปัจจุบัน ต้นทุนวัตถุดิบรีไซเคิลส่วนใหญ่ยังสูงกว่าวัตถุดิบใหม่อยู่ แต่ในอนาคต เมื่อเทคโนโลยีรีไซเคิลพัฒนาขึ้น ต้นทุนจะลดลงจนต่ำกว่าในที่สุด พานาโซนิกเล็งเห็นจุดนี้ จึงลงทุนให้กับกิจการนี้อย่างเต็มที่ 

Photobucket
ชิ้นส่วนทีวี CRT ที่ถูกแยกออกมา
Photobucket
ตัวอย่าง Rare Earth ที่มีอยู่ในทีวี CRT ที่ราคาถีบตัวสูงในปัจจุบัน

สำหรับกลยุทธ์ของ PETEC ก็คือ

  • ค้นคว้าและพัฒนาเครื่องจักร-เทคโนโลยีในการรีไซเคิล ให้สามารถนำวัตถุดิบกลับไปใช้ใหม่ได้มากที่สุด
  • ค้นคว้าและพัฒนาวิธีการผลิตที่ง่ายต่อการรีไซเคิล เพื่อในอนาคต เมื่อสินค้าหมดประโยชน์แล้ว จะรีไซเคิลได้ง่าย ไม่เสียต้นทุนนัก
  • สร้างสายสัมพันธ์อันดีกับชุมชน เพราะการตั้งโรงรีไซเคิล ต้องได้รับการยินยอมจากผู้อยู่อาศัยบริเวณใกล้เคียง -- หากตั้งโรงงานห่างไกลตัวเมือง ค่าส่งทีวี, แอร์ ฯลฯ มารีไซเคิลจะสูงขึ้นมาก ดังนั้น การควบคุมมลภาวะ การปล่อยเสียง จึงสำคัญมาก

        อนึ่ง ที่ญี่ปุ่น ค่ารีไซเคิล ผู้บริโภคต้องจ่ายเอง (ปี 2011 ราว 1,500-3,000 เยน ต่อทีวี CRT 1 เครื่อง) เพราะต้นทุนรีไซเคิลยังสูงอยู่ แต่ในอนาคตคาดว่าจะถูกลงเพราะเทคนิคการรีไซเคิลพัฒนาขึ้นนั่นเอง 

Extra: Free Time @ Osaka

     หลังชมโรงงานทุกๆ วัน ช่วงเย็นเป็นเวลาอิสระ ก็ไม่ได้ทำอะไรนักหรอก... ไปเดินห้าง Yodobashi Camera สาขาอุเมดะ จับแท็บเลตเล่นบ้าง ไป Apple Store ที่ Shinsaibashi บ้าง ไปเดิน Namba, Nipponbashi กับพี่ @Knightbaron บ้าง ก็คือได้เที่ยวเมืองโอซาก้าแหละนะ สนุกดีเหมือนกัน มีแสงเสียง ครึกครื้นไม่เหมือนเมืองบ้านนอกอย่างเบ็ปปุโออิตะ ฮ่าๆ

Photobucket
สถานี JR โอซาก้า หลงทุกครั้งที่ไป - -"Photobucket
วิวกลางคืน

Photobucket
Yodobashi Camera ที่อุเมดะ (สถานีติดกับโอซาก้า)

Photobucket
นัมบะ

Photobucket
ปลาหมึกตัวใหญ่บนร้าน

Photobucket
Tora no Ana @ Nipponbashi

Photobucket
Apple Store Shinsaibashi
 
อ่านต่อพาร์ทสาม (จบ): Kansai Internship 2012/2/13-2012/2/18 (3/3)


Chuy (ชุย)
View full profile