etc

湯布院

 เมื่อวันอาทิตย์ (8/11/2009) เราหอบจักรยานพับได้ไปเที่ยวเมืองยูฟูอินกับพี่เจลมา เมืองนี้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีจุดเด่นเรื่องธรรมชาติที่อนุรักษ์ไว้อย่างสวยงาม ได้เพลิดเพลินและสุขใจไปกับธรรมชาติอย่างเต็มอิ่ม ^^

日曜日に、折りたたみ自転車を持って湯布院に行ってきました。 自然が豊かで、緑がいっぱいの町で、空気もおいしかったです。湯布院ではずっと自転車でサイクリングしていました。天気も晴れていて暖かくて本当に楽しかったです。紅葉もきれいでしたが、どうやらまだ本格的な紅葉ではなかったようでちょっぴり残念でした。ちなみに、別府駅からはバスで行くことができます。往復チケットは1,500円で、普通の料金なら、片道900円です。

 


View Yufuin in a larger map
แผนที่ Google Map พร้อมภาพที่ถ่ายด้วยไอโฟน (ตำแหน่งมีผิดพลาดอยู่บ้าง)

 ยูฟูอิน (湯布院 : yufuin) เป็นเมืองที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขา เป็นเมืองที่มีธรรมชาติงดงามซึ่งได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี มีการทำเกษตรกรรมในเมือง และเป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังเมืองหนึ่งของญี่ปุ่น เมืองนี้อยู่ติดกับเมืองเบ็ปปุซึ่งเป็นที่ตั้งของ APU ในจังหวัดโออิตะ ภูมิภาคคิวชู สามารถเดินทางไปจากสถานีเบ็ปปุได้ด้วยรถไฟหรือรถบัส หรือเดินทางด้วยรถบัสจากสนามบินฟุกุโอกะ/สนามบินโออิตะก็ได้เช่นกัน

 ที่ได้ไปยูฟูอินครั้งนี้ ก็เนื่องจาก พี่เจล <นามในบล็อก> เป็นคนชวนเราไปนั่นเอง ช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้เป็นช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสี (紅葉 : kouyou) ทำให้ต้นเมเปิ้ลเปลี่ยนสีส้มเหลืองสวยงาม จึงเป็นช่วงที่น่าไปเที่ยวมาก

 สิ่งที่พวกเราหอบไปด้วยก็คือ จักรยานพับได้ ที่ซื้อมาแล้วแทบจะไม่มีโอกาสใช้ เพราะอยู่บน AP House ซึ่งอยู่บนเขา จะขี่ลงมาก็อันตราย จะหอบขึ้นรถบัสลงมาขี่ซื้อของก็ทุลักทุเล จะได้ใช้ก็ตอนเที่ยวอย่างนี้เท่านั้นเอง... ดีใจที่ได้ใช้มันซักที T^T

 อนึ่ง การหอบจักรยานขึ้นบัสนั้นลำบากไม่ใช่น้อย ถ้าคนเยอะๆ อาจมีสิทธิ์เอาขึ้นไม่ได้ได้ และตามจริงแล้ว การเอาจักรยานขึ้นบัส ต้องเอาถุงคลุมแบบคันซ้าย ไม่ใช่เปลือยแบบคันเรา - -'

 การเดินทางจากเบ็ปปุไปยูฟูอิน เราใช้ตั๋วรถบัสพิเศษที่ซื้อได้ที่ที่ขายตั๋วในสถานีเบ็ปปุ เป็นตั๋วไปกลับของรถบัสสายคาเมนอย (亀の井 : kamenoi) ราคา 1,500 เยน ซึ่งถูกกว่าการขึ้นรถบัสไปตามปกติที่เสียค่าโดยสาร 900 เยน ไปกลับก็ 1,800 เยน

 ขึ้นรถบัสได้ที่ประตูทางออกสถานีเบ็ปปุ ฝั่งตะวันตก รถจะออกประมาณชั่วโมงละคันถึงสองคัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึงสถานียูฟูอิน


เมืองยูฟูอิน มองจากในรถบัสระหว่างการเดินทาง


รถม้าที่มีให้บริการนักท่องเที่ยว (น่าจะเสียเงิน)

 เรานั่งรถบัสรอบ 8.10 น. มาถึงยูฟูอินก็เก้าโมงหน่อยๆ ที่ตลกนิดๆ คือ รถบัสแทนที่จะจอดหน้าสถานีแบบเมืองอื่นๆ ดันไปจอดที่ด้านหลังจุดขึ้นรถบัสที่ถูกล้อมไปด้วยตึก ลงมาเลยงงๆ ว่าสถานีมันอยู่ไหน

 เมืองยูฟูอิน เป็นเมืองท่องเที่ยวซึ่งมีผู้มาเที่ยวเป็นจำนวนมาก ทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ ชาวญี่ปุ่นที่มาเที่ยว มีผู้สูงอายุมากพอสมควร คิดว่าคงเพราะเป็นเมืองที่เน้นเรื่องธรรมชาติ จึงถูกใจผู้สูงอายุ

 พอมาถึงสถานี เราก็กางจักรยาน แล้วออกปั่นกันเลย ไม่มีจุดหมายเท่าไร ปั่นไปเรื่อยๆ ชมธรรมชาติ แวะถ่ายรูป แวะอัพทวีต ฯลฯ

 เมืองด้านที่เราปั่นจักรยานไป เป็นด้านที่ไม่ค่อยมีคนเท่าไร เห็นทุ่งเห็นนาบ้างตามทาง เป็นแบบที่เราชอบสุดๆ เลยล่ะ สงบดีแบบนี้ ลมก็ดี อากาศแจ่มใส แถมไม่หนาวอีกต่างหาก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ลมพัดแรงหนาวจะตายชัก...​ วันนั้นกลับอุ่น อากาศช่างเป็นใจจริงๆ ^_^

 ปั่นไปจนสิบเอ็ดโมงกว่าๆ ก็แวะร้านกาแฟ นั่งพัก กินขนมกัน ที่ร้าน あーでん (อาเด็น) ซึ่งเป็นมิวสิกคาเฟ่ จัดบรรยากาศในร้านให้มีเครื่องดนตรีดูคลาสสิก แล้วก็เปิดเพลงคลอ

 ที่เราสั่งคือพายแอปเปิลเซ็ต ของขึ้นชื่อร้านนี้ พายแอปเปิล + café au lait พายอร่อยมากๆ ใครไปนี่แนะนำจริงๆ หุหุ... เซ็ตนี้ 900 เยน กินเสร็จก็นั่งแช่พักผ่อนอยู่พักนึง

 เติมพลังเสร็จก็ปั่นกันต่อ ระหว่างทางก็ได้เจอธรรมชาติงามๆ มากมาย ดูภาพเพิ่มเติมได้ที่ Picasa Web Album : Yufuin ที่น่าสนใจคือภาพนี้ มีการวางผักพร้อมติดราคาขายไว้ข้างนอกโดยไม่มีคนขาย ให้คนที่อยากได้หยิบไปแล้วจ่ายเงินเอาเอง ไม่ใช่ญี่ปุ่นทำไม่ได้แน่นอน เรื่องแบบนี้... แต่วางไว้กลางแดดงี้ผักเฉาแย่


ที่กั้นทางรถไฟสีสดดี


เลียบฝั่งแม่น้ำ


รถทัวร์ ระหว่างปั่นจักรยานก็เห็นขับผ่านไปผ่านมาหลายคันเหมือนกัน

แวะดูของในร้าน Craft Shop มีเครื่องไม้สวยๆ เนี้ยบๆ เพียบ แต่ราคาก็โหดมาก ช้อนคันนึงเกือบพันเยน อะไรอย่างนี้... ใครต้องการความหรูสำหรับภาชนะตนก็ซื้อไปได้ ส่วนเราขอผ่านล่ะ

 จากนั้นเราก็ไปถึง Yufuin Trick Art Meikyuukan เป็นหอศิลป์ที่เมื่อถ่ายภาพแล้วจะเห็นเหมือนภาพมีมิติออกมาจริงๆ แต่ก็ต้องถ่ายให้เป็นน่ะนะ... เราทำไม่ค่อยได้ T^T ค่าเข้าชม 700 เยน

  ภาพข้างในมีภาพสัตว์ต่างๆ ให้ถ่ายรูปได้ แล้วก็มีภาพชวนฉงนเยอะเหมือนกัน อย่างภาพที่มองได้ทั้งเป็นคนแก่ทั้งเป็นหญิงสาว ภาพเสาที่มียอดห้ายอด แต่ฐานดันมี 8 ฐาน ภาพไดโนเสาร์ให้เราถ่ายรูปตอนวิ่งหนีมัน... แล้วก็มีกล่องปริศนา ที่เข้าไปโผล่หัวจากข้างในแล้วเห็นแต่หัว ไม่เห็นตัว แต่ในภาพนี่เป็นมือแทน

 ต่อไปเราก็ไปถนน 湯の坪 (yu no tsubo) เป็นถนนที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านขายของฝาก ร้านขนม... แต่เราไม่ได้ซื้ออะไรซักอย่าง เพราะไปถึงประมาณบ่ายสอง ร้านที่ว่าจะไปกินก็หมดเวลาเมนูอาหารเที่ยงแล้ว บวกกับที่ไปนั่งพักที่อาเด็น เลยไม่หิวเท่าไร

  แต่ถนนนี้เป็นถนนที่คนเยอะมาก ต้องจูงจักรยานเอา ภาพลักษณ์ผิดกับอีกฝั่งของเมืองที่ปั่นจักรยานไปลิบลับ รู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันทีเลย สงสัยเราจะอยู่เบ็ปปุมากไป ไม่ค่อยได้เจอคนเยอะๆ แน่นๆ แบบนี้...

 จากนั้นเราก็ไปที่ทะเลสาบ 金鱗湖 (Kinrinko) กันต่อ เป็นจุดชมวิวที่ขึ้นชื่อ ตอนนี้ใบไม้ยังเปลี่ยนสีไม่หมด ถ้าเปลี่ยนหมดจะสวยขนาดไหนหว่า >__<

 ทะเลสาบคินรินโกะ เป็นจุดที่แม่น้ำของเมืองนี้ไหลมาลง น้ำในทะเลสาบใสมาก ไม่มีขยะลอยอยู่ซักชิ้น ยิ่งมีเงาของใบไม้เปลี่ยนสีสะท้อนบนผิวน้ำ ยิ่งดูสวยเข้าไปใหญ่


แล้วก็ถ่ายรูปซะ... ผ้าพันคอร.ด. 555+

 ดูทะเลสาบเสร็จ ก็ไปดูสวนที่อยู่ติดกับทะเลสาบบ้าง ในสวนนี้ใบไม้เปลี่ยนสีเกือบหมด สวยมากๆ แต่ไหงถ่ายภาพมาเบลอก็ไม่รู้

 หลังจากนั้นก็ขี่จักรยานกลับมาที่สถานี มารอรถบัส มาถึงตอน 15.20 น. พลาดรถบัสรอบ 15.15 น. ไป เลยต้องรอถึง 16.20 น. นู่นแน่ะ บัสกลับเบ็ปปุรอบสุดท้ายคือรอบหกโมง หากเที่ยวเพลินอาจได้ตกรถ ค้างที่นี่แทน... โรงแรมที่นี่คืนนึงหลายพันเยนถึงหลายหมื่นเยน สำหรับคนรวยพักจริงๆ แต่เท่าที่เห็น โรงแรมแบบเรียวกังที่นี่สวยงาม น่าพักจริงๆ

 สรุปแล้ว ยูฟูอิน เป็นเมืองที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบธรรมชาติ หากได้มาเที่ยวคงไม่ผิดหวัง และสำหรับผู้ที่อยากตามล่าของกิน เมืองนี้ก็มีร้านอาหารอร่อยๆ เพียบ เท่าที่ดูจากไกด์บุ๊กซึ่งแนะนำร้านอาหารซัก 80% ของเล่มได้... แต่ก็ต้องมีงบเยอะหน่อยนะ

 หากใครมาเรียนที่ APU ก็คงได้มีโอกาสไปเที่ยวเมืองนี้แน่นอน และสำหรับผู้ที่จะไปเที่ยวก็ขอให้เที่ยวให้สนุกนะครับ ^^

สุดท้ายนี้ ขอบคุณพี่เจลเป็นอย่างมาก ที่ช่วยนำทาง พาเที่ยว ทำให้เราได้สัมผัสธรรมชาติอันงดงามของเมืองนี้ครับ

 

ป.ล. เมืองนี้ผักถูกกว่าเบ็ปปุเยอะ เพราะผลิตเองได้
ป.ล.2 ใกล้สอบกลางภาคแล้ว...

[แปลและแก้ไขจาก 不安、面倒、時間不足――続かないブログを続けるために : http://bizmakoto.jp/bizid/articles/0910/15/news006.html][前記の記事から翻訳し修正したものである]

 เอ็นทรี่นี้เป็นการแปลบทความจากภาษาญี่ปุ่น เรื่องการทำอย่างไรถึงจะเขียนบล็อกอย่างต่อเนื่องได้ ครับ หวังว่าคงมีประโยชน์แก่ผู้สนใจ

ความกังวล ความลำบาก ไม่มีเวลา --- ทำอย่างไรจึงจะเขียนบล็อกอย่างต่อเนื่องได้

 สำหรับผู้เขียนแล้ว บล็อกถือเป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ ทั้งที่ไม่เหมือนกับการเขียนงานตีพิมพ์ลงหนังสือ เพราะต้องเขียน "แทบทุกวัน" โดยที่ไม่ได้ค่าแรง แต่ถึงกระนั้นผู้เขียนก็กลับยังคงเขียนบล็อกต่อไป

 ผู้เขียนได้รับคำถามว่าทำอย่างไรจึงสามารถเขียนบล็อกทุกวันได้ หรือว่ามีแรงบันดาลใจอย่างไร

 ไม่จำกัดแค่บล็อกอย่างเดียว การจะทำสิ่งที่ถึงทำไปก็ไม่ได้ประโยชน์ที่จับต้องได้ชัดเจน หรือแม้จะไม่ทำก็ไม่เกิดผลเสียอะไรให้ได้อย่างต่อเนื่องนั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก

 สำหรับบล็อกแล้ว แม้จะเขียนต่อไปเรื่อยๆ ก็ใช่ว่าจะได้รับคำชมเป็นล้นพ้น และก็ใช่ว่าจะได้เงิน ในทางกลับกัน แม้จะเลิกเขียนก็ไม่มีใครมาต่อว่า มนุษย์เราไม่ได้ทำอะไรโดยหวังแค่เพียงผลได้ผลเสียก็จริง แต่ว่าบล็อกนั้นขาดองค์ประกอบที่ทำให้สามารถเขียนอย่างต่อเนื่องได้ไปจริงๆ

 แต่ว่า แม้จะท้อแท้ระหว่างการเขียน แต่ตอนที่คิดเริ่มเขียนบล็อก ทุกคนน่าจะมี "สาเหตุที่ทำให้อยากเริ่มเขียน" อยู่แน่นอน ทุกคนควรจะให้ความสำคัญกับ "สาเหตุที่ทำให้อยากเริ่มเขียน" นั้นไว้ แล้วใช้มันกำจัดตัวการที่ทำให้ท้อแท้กับการเขียนบล็อกไปเสีย

 จากประสบการณ์ส่วนตัว ผู้เขียนสรุปได้ว่าสาเหตุที่ทำให้การเขียนบล็อกอย่างต่อเนื่องเป็นไปได้ยาก หลักๆ มีดังต่อไปนี้

  • ความกังวล
  • ความลำบาก
  • การไม่มีเวลา

 ความกังวลนั้นคือความกังวลที่ว่า "ถ้าเขียนเรื่องแบบนี้ จะทำให้เกิดความขัดแย้งกันไหมนะ" เป็นต้น สำหรับความกังวลนี้ ก่อนอื่นเราต้อง "ประชันกับมันตรงๆ" เท่านั้น เพราะว่า หากเราคิดว่า "ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งขึ้นเด็ดขาด" แล้ว เราก็จะคิดว่า "ไม่เขียนบล็อกดีกว่า" และก็ทำให้เขียนบล็อกไม่ได้ขึ้นมา

  แทนที่จะคิดอย่างนั้น ขอให้คิดว่า "สิ่งที่ตนเขียนอาจทำให้เกิดความขัดแย้งได้" และถามตัวเองว่า "ทนรับคำวิจารณ์ (คอมเมนต์) ได้ขนาดไหน" แล้วเราก็จะสามารถเขียนได้ถึงจุดที่คิดว่า "รับได้" นั่นเอง

 หากเขียนเกี่ยวกับหัวข้อที่ไม่ก่อให้เกิดประเด็นถกเถียงแล้วล่ะก็ ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เป็นปัญหามากกว่าความกังวลคือ ความลำบาก ต่างหาก การเขียนบล็อกอย่างต่อเนื่องนั้น เป็นสิ่งที่ลำบากกว่าที่คิด ถึงจะคิดหรือโดนบอกว่า "เขียนแค่ประมาณ 140 คำ (ตัวอักษร)" อย่างทวิตเตอร์ก็ได้ก็ตาม แต่หากเขียนวันละ 140 คำ แล้วล่ะก็ บางทีอาจจะไม่รู้สึกว่าได้เขียนบล็อกเสร็จดีแล้วก็เป็นได้

 ทางแก้สำหรับปัญหานี้คือ ให้เตรียมเท็มเพลต (รูปแบบการเขียน) เอาไว้ก่อน เช่น กำหนด "รูปแบบการเขียนที่เหมาะสมกับหัวข้อ" อย่าง 'เขียนสี่ย่อหน้า ย่อหน้าละสองบรรทัด' ไว้ล่วงหน้า หากทำเช่นนี้แล้ว แม้จะมีบางวันที่รู้สึกว่า "เขียนไม่ออกเลยนะ" ก็น่าจะพอเขียนเติมข้อความลงไปในรูปแบบที่กำหนดเอาไว้จนครบได้

 สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ การไม่มีเวลา นั่นเอง แม้จะกำหนดรูปแบบไว้แล้ว แต่ในวันที่ไม่มีเวลาก็ย่อมเขียนไม่ได้ แม้จะเปลี่ยนเป็นเขียนสัปดาห์ละหนึ่งครั้งแทนที่จะเป็นทุกวัน ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกัน หากในวันนั้นไม่มีเวลา ก็ย่อมเขียนไม่ได้เช่นเดียวกัน

 การจัดการกับปัญหานี้ ต้องกำหนด "วันหยุด" เอาไว้ตั้งแต่แรก สำหรับคนที่เขียนสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ขอให้กำหนดว่า "วันจันทร์" ซึ่งเป็นวันที่มีวันหยุดมาก (ของญี่ปุ่น) เป็นวันอัพบล็อก และกำหนดให้ไม่อัพบล็อกใน "วันหยุดนักขัตฤกษ์" แต่ก็ยังต้อง "เขียน" ในวันนั้นด้วย หากทำเช่นนี้แล้ว ก็จะมีเอ็นทรี่สำรองเก็บไว้ ถึงแม้จะไม่มี ก็น่าจะยังสามารถเขียนบล็อกอย่างต่อเนื่องได้อย่างแน่นอน (เพราะเขียนในวันจันทร์ซึ่งเป็นวันหยุดเสียเยอะ)

------------

 เพิ่งเคยลองแปลอะไรที่จริงจังก็คราวนี้แหละ ปกติแปลแต่มังกะ อนิเมะ ฮ่าๆ หวังว่าคงมีประโยชน์นะครับ

 ส่วนของเรา จริงๆ กำหนดไว้ว่าจะอัพบล็อกให้ได้สัปดาห์ละหนึ่งครั้ง อย่างช้าก็สิบวันหนึ่งครั้ง ซึ่งก็พอทำได้ในระดับนั้นมาตลอด แต่ช่วงนี้ก็เริ่มหมดมุก เลยมาอัพแฟนซับ To Aru Kagaku no Railgun ที่ตัวเองทำสัปดาห์ละครั้งแทน (แต่สัปดาห์นี้ ตอนที่สอง มีปัญหาเล็กน้อย เลยไม่ได้อัพ) แล้วก็สอดแทรกชีวิตประจำวัน , เรื่องบ่นเข้าไปด้วย

 เรื่องความกังวลในเนื้อหา ไม่ค่อยมี เพราะไม่ได้เสนอความเห็นตัวเองแบบสุดโต่งเท่าไร หัวข้อที่เขียนก็ไม่ได้สร้างความขัดแย้งได้มากนัก ส่วนรูปแบบการเขียน... ก็ไม่ได้ตายตัวหรอก แต่ต้องมีสรุปเนื้อหาในแต่ละเอ็นทรี่ไว้ตอนต้นอย่างย่อๆ และก็มีภาพประกอบในแต่ละเอ็นทรี่ แค่นั้นแหละ ส่วนเรื่องเวลา...​ จริงๆ ว่างเหลือเฟือ แต่ไม่รู้จะเขียนอะไร =___="

 ที่จริงตอนมา APU แรกๆ ก็อยากนำเสนอเรื่องราวที่นี่ แล้วก็แง่มุมต่างๆ ที่ตัวเองมีต่อมหาวิทยาลัย แต่เราเองก็ไม่ได้มีประสบการณ์มากมาย กิจกรรมก็ไม่ได้ทำมากนัก เลยไม่ค่อยมีเรื่องให้เขียนเท่าไร บางเรื่องก็ดูเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ไม่รู้จะเอามาเขียนเป็นเอ็นทรี่ดีมั้ย ก็เลยไม่ได้เขียน พอนึกจะเขียนอีกทีก็ลืมซะแล้ว แถมยังชอบเขียนให้ยาวเพื่อให้ทันกับ sidebar ที่นับวันยิ่งยาวเอาๆ อีก เพราะงั้น ช่วงนี้คงไม่ค่อยมีเอ็นทรี่เกี่ยวกับ APU แบบโดดๆ เท่าไร... ล่ะมั้ง

ประชุมคนไทย Fall 2009



แนะนำตัว : นักเรียนเทอม Fall 2009

 ว่าด้วยเรื่องกิจกรรม วันนี้มีประชุมคนไทย เป็นปกติประจำทุกต้นเทอม (และตามความจำเป็น) แน่นอนว่ามีการแนะนำนักเรียนใหม่ ครั้งนี้เป็นเทอม Fall 2009 ซึ่งมีเพียง 14 คนเท่านั้นเอง เห็นว่าปกติ 20+ นอกจากนั้นก็มีการสรุปผลไทยวีค 2009, หาคนร่วมทำนิตยสาร, ออกแบบโลโก้ Thai Community, เปิดตัวเว็บไซต์&เว็บบอร์ด (http://aputhai.ispace.in.th/) พร้อมทั้งหาคนช่วย และประชาสัมพันธ์อะไรอีกเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นอันเสร็จสิ้น

 

ป.ล.First Year Student Workshop II มันจะให้อ่านให้เขียนอะไรเยอะนัก... บางอย่างมันก็เปรียบเทียบญี่ปุ่นกับประเทศตัวเองลำบากนะ >_<"
ป.ล.2 ป๊อกกี้ญี่ปุ่น หนึ่งกล่องมีสองซอง เพิ่มปริมาณ 11% ฉลองครบรอบปีที่ 11 นับจากที่เริ่มมีวันป๊อกกี้&เพรทซ์ (วันที่ 11 เดือน 11 ปี 1999)


ป๊อกกี้ญี่ปุ่น เพิ่มปริมาณ 11%

ป.ล.3 แต่หวานไปหน่อย ไม่ชอบ... แบบไทยดีกว่า =w=



Chuy (ชุย)
View full profile