2013/Feb/25

 มาถึงการตะลุยนั่งรถไฟเที่ยวรอบคิวชูตอนเหนือสองวันสุดท้าย หลังจากเมื่อวานไปภูเขาไฟอาโสะ ตื่นตาตื่นใจกับปากปล่องภูเขาไฟและยังได้เห็นภูเขาไฟปะทุมา คราวนี้เราเปลี่ยนบรรยากาศไปทะเลและบ่อน้ำร้อนกันที่อิโตชิมะ จ.ฟุกุโอกะ และเบ็ปปุ จ.โออิตะ

อา.2013/2/10 คาบสมุทรอิโตชิมะ รับลมธรรมชาติจากทะเลเก็งไค

 คาบสมุทรอิโตชิมะ (糸島半島) เขตอิโตชิมะ (糸島市) ทางตะวันตกของจังหวัดฟุกุโอกะ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อเรื่องทะเลอันงดงาม มีหาดทรายทอดยาวให้เล่นน้ำทะเลได้

 แต่เนื่องจากที่นี่เป็นแหล่งตากอากาศสำหรับคนญี่ปุ่น ผู้มาเที่ยวมักเป็นครอบครัว ขับรถเป็นกัน ประกอบกับเป็นเขตชนบทของจังหวัดฟุกุโอกะ จึงแทบไม่มีรถบัสวิ่งให้บริการเลย ถึงจะลงจากสถานีรถไฟ ก็ใช่ว่าจะไปที่ต่างๆ ได้... ดังนั้น แนะนำเลยว่าถ้าขับรถเป็นควรทำใบขับขี่สากลมาเช่ารถขับเที่ยว จะสบายกว่าเยอะครับ

Hakata → Meinohama → JR Chikuzen-Maebaru

 หลังนั่งรถด่วนมารวมตัวกับเพื่อนสามคนที่สถานีฮากาตะตอน 8:30 น. ก็ได้เวลาเดินทางไปสถานี JR จิคุเซ็นมาเอบารุ (筑前前原) เพื่อเที่ยวอิโตชิมะ โดยต้องนั่งรถไฟใต้ดินที่เชื่อมกับ JR ไป ทำให้ใช้บัตรคิวชูพาสอย่างเดียวไม่ได้ เราเลยเลือกซื้อบัตรนั่งรถไฟใต้ดินในฟุกุโอกะไม่อั้น 500 เยนมา เพราะค่าโดยสารจากสถานีรถไฟใต้ดินฮากาตะถึงปลายทาง เมย์โนะฮามะ (姪浜) อยู่ที่ 290 เยน คำนวณค่าไปกลับแล้วบัตรหนึ่งวันคุ้มกว่า

Photobucket
บัตรขึ้นรถไฟใต้ดินฟุกุโอกะหนึ่งวัน 500 เยน
ฟุกุโอกะ เป็นเขตเดียวในภูมิภาคคิวชูที่มีรถไฟใต้ดินวิ่ง 

 เมย์โนะฮามะ (姪浜) เป็นสถานีร่วมของรถไฟใต้ดินฟุกุโอกะและ JR สายจิคุฮิ (筑肥線) รถไฟจะวิ่งต่อจากเมย์โนะฮามะไปถึงจิคุเซ็นมาเอบารุเลย เมื่อถึงสถานี ให้โชว์ทั้งบัตรรถไฟใต้ดินและบัตรคิวชูพาสให้เจ้าหน้าที่ดู ก็จะออกจากสถานีได้ครับ ใช้เวลาเดินทางจากสถานีฮากาตะราว 40 นาที

บัสท่องเที่ยวอิโตชิมะ Itoshima Shuuyuu Bus

 พวกเราซื้อบัตร 900 เยนเพื่อนั่งบัสขององค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวอิโตชิมะได้ไม่อั้นทั้งวัน ซึ่งดีกว่าบัสประจำทางมาก เพราะจะพาไปส่งถึงสถานที่เด่นๆ เลย และยังถูกกว่ามาก เพราะบัสประจำทาง แค่ไปให้ถึงอ่าวฟุตามิกาอุระที่จะไป ขาเดียวก็ 540 เยนแล้ว

 ที่จริงตอนแรกไม่ได้คิดจะซื้อ กะจะขึ้นบัสปกติไป มาแบบโนแพลนพอควร ที่นี่ - -" แต่พอเห็นค่าโดยสารโหดร้าย ก็เลยเดินดุ่มๆ เข้าไปถามคนขององค์กรฯ เขาจึงแนะนำบัสท่องเที่ยวให้ แถมยังบอกด้วยว่าต้องกินหอยนางรมที่นี่ให้ได้ ตอนขึ้นบัสออกก็มีการลุกมาโบกมือบ๊ายบายพวกเราอีก ใจดีมาก ^^

Photobucket
บัตรนั่งบัสท่องเที่ยวอิโตชิมะหนึ่งวัน 900 เยน ได้โบรชัวร์นำเที่ยวและบัตรใช้เตาปิ้งหอยนางรมฟรีแถมมา

 บัสขององค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้บริการเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ซื้อตั๋วได้ที่องค์กรฯ ข้างสถานี JR บัสวิ่งวันละห้าเที่ยว รายละเอียดเพิ่มเติมดูที่ いとしま周遊バス

Photobucket
รถบัสท่องเที่ยว ตอนขึ้นไปมีแค่พวกเราสี่คนกับคุณป้าหนึ่งคน คนใช้บริการน้อยมาก

หินคู่สามีภรรยาที่ Sakurai Futamigaura

 หลังขึ้นบัสรอบ 10:00 น. ชมธรรมชาติรอบๆ ชมอ่าวประมง ทะเลเล่นน้ำ ฯลฯ เป็นเวลาหนึ่งชม.นิดๆ เราก็ไปถึงสถานที่เป้าหมาย หินคู่สามีภรรยา (夫婦岩) ที่ฟุตามิกาอุระ (二見ヶ浦) เวลา 11:20 น.

 หินคู่สามีภรรยานี้เป็นโขดหินสองโขดที่ผุดอยู่กลางทะเล ตอนนั้นลมดี แดดดีมากๆ เลยได้ถ่ายภาพทะเลและหาดทรายสวยๆ กลับมา ที่จริงที่นี่โด่งดังเรื่องวิวยามพระอาทิตย์ตกดิน ถึงกับติดอันดับหนึ่งในร้อยวิวพระอาทิตย์ตกดินของญี่ปุ่น แต่เราไปซะเที่ยงขนาดนี้ หมดสิทธิ์ดู (´・ω・`)

Photobucket
ทะเลงามและฟ้าคราม อากาศดีมากๆ ที่หาดใกล้ๆ มีคนเล่นทะเล โต้คลื่นเพียบ อุณหภูมิ 7 องศาเนี่ยนะ...
Photobucket
หินคู่สามีภรรยากลางทะเล

หอยนางรมและอ่าวประมง Kishi

 ชมทะเลได้แค่สิบนาที พวกเราก็ต้องโดดขึ้นบัสคันเดิมที่ออกตอน 11:31 น. เพื่อไปยังอีกแหล่งขึ้นชื่อของอิโตชิมะ อ่าวประมงคิชิ (岐志漁港) เพื่อหวังกินหอยนางรมสดๆ ปิ้งกันเป็นมื้อเที่ยง จำเป็นต้องขึ้นบัสรอบนี้เพราะไม่งั้นต้องรอรอบต่อไปบ่ายโมง... บัสวิ่งน้อย ทำให้ตารางรัดตัวจริงๆ

Photobucket
อ่าวประมงคิชิ (岐志漁港) มีเรือจอดเทียบท่ามากมาย

 บัสจอดส่งที่อ่าวประมงคิชิตอนเที่ยงนิดๆ ที่อ่าวนี้มีร้านหอยนางรม (かき小屋) เรียงกันเป็นสิบ ขายหอยนางรมที่จับได้จากอ่าวสดๆ ให้นั่งปิ้งกินได้ ตอนที่เราไป หอยกิโลกรัมละ 800 เยน และค่าใช้เตา-ถ่านปิ้ง 300 เยน (แต่ถ้าซื้อบัตรบัสท่องเที่ยว 900 เยน จะได้คูปองใช้เตาฟรี)

 แต่เมื่อลงไปถึง ปรากฏว่าร้านหอยนางรมทุกร้าน มีคนต่อแถวยาวหลายสิบคน เดินดูจนทั่วก็ไม่มีร้านไหนพอจะว่างเลย พวกเราเลยซื้อมันเผา (焼き芋) กินรองท้อง แล้วซื้อหอยนางรมกลับบ้านหนึ่งกก. เพื่อเอาไปนึ่งกินที่เบ็ปปุแทน ไม่ต้องต่อแถวยาวเข้าไปปิ้งให้หน้าเลอะถ่านหรอก จับนึ่งด้วยน้ำพุร้อนกิน หรูกว่าอีก 55+

 ถ้าอยากรู้ว่าข้างในร้านหอยนางรมเป็นยังไง ปิ้ง-กินกันอย่างไร สาวๆ HKT48 แนะนำไว้แล้วในครึ่งหลังของรายการ HKT48 no Odekake ตอนห้า ผู้สนใจลองชมได้ครับ ^^

Photobucket
คนต่อแถวรอเข้าร้านหอยนางรม ผ่านไปหนึ่งชม.ก็ยังเข้าไม่ได้

 อนึ่ง ที่อิโตชิมะมีอีกอย่างที่ขึ้นชื่อคือไข่ไก่ธรรมชาติ ที่มีความหนืดสูงถึงขนาดใช้นิ้วคีบไข่แดงขึ้นมาได้ เสียดายที่ตอนนั้นเราไม่รู้จัก เลยอดไป >< ร้านโรลเค้กที่ใช้ไข่นี้ทำชื่อ つまんでご卵ケーキ工房 อยู่บริเวณป้ายบัส 野北 (Google Maps) ถ้ามีโอกาสแนะนำให้แวะไปครับ กินเป็นของหวานหลังกินหอยนางรม คงมีความสุขน่าดู

 คราวหน้าถ้ามีโอกาสไปอิโตชิมะอีก เราอยากจะเช่าจักรยานขี่วนดู เพราะเห็นนักปั่นจักรยานระหว่างทางเยอะอยู่ วันอากาศดีอย่างนี้ ขี่เลียบถนนริมทะเลวนรอบเกาะ คงเพลิน อิ่มเอมธรรมชาติแน่ๆ

Photobucket
ทุ่งดอกไม้ใกล้ๆ อ่าวที่เราแวะมาถ่ายรูปเล่นฆ่าเวลา น่าจะเป็นดอกนาโนะฮานะ (菜の花)

MK Restaurants @ Tenjin 

เรานั่งบัสกลับถึงสถานี JR ตอน 14:20 น. และก็กลับเข้าเมือง ลงที่ศูนย์กลางเขตฟุกุโอกะ "เท็นจิน" เพื่อไปกินข้าวเที่ยง+เย็นที่ภัตตาคารที่เราชอบที่สุดในไทย MK นั่นเอง

 MK มีเปิดสาขาในญี่ปุ่นอยู่บ้าง แต่ที่มีจำนวนสาขามากที่สุดก็คือที่ฟุกุโอกะนี่แหละ สาขาที่เราไปคือ MK Acros Fukuoka อยู่ชั้นใต้ดินของห้าง Acros เดินจากสถานีรถไฟใต้ดินเท็นจินได้ในห้านาที

Photobucket
MK Restaurants @ Acros Fukuoka Tenjin(MKレストラン アクロス福岡店)

 MK ที่ญี่ปุ่นเน้นขายบุฟเฟต์ชาบูชาบู พร้อมน้ำจิ้มที่ไม่เหมือนใคร (น้ำจิ้ม MK ไทยน่ะแหละ แต่ในญี่ปุ่นไม่มีร้านไหนเขามีกัน) มีเซ็ตเมนูราคาไม่แพงอยู่ด้วย แต่พวกเราที่หิวจากการอดกินหอยนางรมมาย่อมไม่สน สั่งบุฟเฟต์ชุดประหยัดพร้อมติ่มซำไปเลย 1880 เยน สั่งได้ 90 นาทีเต็มๆ

 วัฒนธรรมการกินบุฟเฟต์นี่บ่งบอกเชื้อชาติได้ คนไทยเรากินกะให้ร้านเจ๊ง ดังนั้นสั่งแหลก ระบบสั่งเป็นทัชพาเนล จิ้มรัวๆ พอเขายกมาก็เทลงหม้อตูมๆ สะใจ พอมองไปโต๊ะรอบๆ เห็นเขาค่อยๆ สั่ง ค่อยๆ เอาเนื้อจุ่มกินกัน ไม่ทันใจเอาซะเลย 55+

Photobucket
ชาบูชาบูอะไรไม่สน โยนลงหม้อให้หมด!
Photobucket
บุฟเฟต์ติ่มซำ (飲茶 - ヤムチャ) 

 ไม่ได้กิน MK มาเกินครึ่งปี ตอนได้กินนี่คิดถึงรสชาติน้ำจิ้มมากเลย เผ็ดนิดๆ ถูกใจ แถมมีบุฟเฟต์ติ่มซำอีก ขนมจีบกุ้ง ฮะเก๋า เปาะเปี๊ยะ ของพวกนี้หากินในญี่ปุ่นไม่ค่อยได้ เลยได้ลิ้มรสอาหารที่ชวนคิดถึงซะเต็มอิ่มชั่วโมงครึ่ง เป็นอันจบไปอีกวันที่ฟุกุโอกะ กลับถึงเบ็ปปุสองทุ่ม เร็วกว่าวันอื่นๆ หน่อย ส่วนเพื่อนเราสามคนเห็นว่าไปดูเทศกาลโคม Nagasaki Lantern Festival กันที่นางาซากิต่อตอนกลางคืน

จ.2013/2/11 เบ็ปปุ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ บ่อนรก และแช่น้ำร้อนออนเซ็น

 เที่ยววันสุดท้ายที่เบ็ปปุ (別府) เมืองเราเอง แพลนนำเที่ยวเรียบร้อยแล้วล่ะ แต่เกิดปัญหาใหญ่ว่าเพื่อนสามคนตื่นสายกันหมด ขึ้นรถไฟไม่ทัน -*- แทนที่จะมาถึงเบ็ปปุสิบโมง กลายเป็นมาถึงเกือบเที่ยงกันแทน ไม่เป็นไร ตัดนู่นตัดนี่ทิ้ง ยังไปที่หลักๆ ครบอยู่

 วันนี้เพื่อน APU เรามาช่วยนำเที่ยว กลายเป็นทริป 5 คน หลังกินข้าวที่สถานีเบ็ปปุ ถ่ายรูปหมู่กับรูปปั้นลุงปิกะปิกะ(ピカピカのおじさん)หน้าสถานีเรียบร้อย เราก็ขึ้นบัสรอบ 13:20 น. เริ่มเที่ยวกัน จริงๆ กินข้าวกันครึ่งชม.ก็เสร็จแล้วล่ะ แต่บัสมีแค่ชม.ละคัน เลยต้องแกร่วอยู่ที่สถานีพักนึง เที่ยวเมืองต่างจังหวัดอย่างนี้ต้องทำใจ บัสมันน้อย

 ตั๋วที่ซื้อวันนี้คือ ตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอุมิทามาโกะ-ภูเขาทาคาซากิและตั๋วบัสไปกลับ เซ็ตละ 2200 เยน และบัตรนั่งบัสบ.คาเมโนอิในเบ็ปปุไม่อั้นหนึ่งวัน ราคา 700 เยนสำหรับนักศึกษา (ราคาปกติ 900 เยน) ซื้อได้ที่เคาน์เตอร์ Tourist Information ในสถานี JR เบ็ปปุ

Photobucket
รูปปั้นลุงปิกะปิกะหน้าสถานี เป็นผู้บุกเบิกการสร้าง "เมืองบ่อน้ำร้อน" เบ็ปปุ

Photobucket
บัตรบัสหนึ่งวันและตั๋วเซ็ตเข้าชมอุมิทามาโกะ-ภูเขาทาคาซากิ x 5 ใบ

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Umitamago และสวนลิง Takazaki Yama

 พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอุมิทามาโกะ(うみたまご)ตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของเขตโออิตะ นั่งรถบัสจากสถานีเบ็ปปุไปราว 15 นาทีถึง ข้างในมีสัตว์น้ำหลายชนิด ทั้งปลาทะเลชนิดต่างๆ ปะการัง สิงโตทะเล แมวน้ำ เพนกวิน โลมา มีการแสดงโชว์ต่างๆ ด้วย ใครชอบดูสัตว์ทะเลต้องถูกใจแน่นอนครับ ข้างในมีตู้อควอเรียมขนาดใหญ่และมีทางเดินให้เราเดินข้างใต้ เห็นปลาว่ายเหนือหัว เหมือนอยู่ใต้ทะเลจริงๆ เลย

Photobucketิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ อุมิทามาโกะ(うみたまご)

Photobucketปลาหลากชนิดในตู้กระจกว่ายเป็นฝูง


Photobucketชว์ปลาโลมากระโดดตระการตา

 หลังชมอุมิทามาโกะเสร็จก็เดินข้ามสะพานไปภูเขาทาคาซากิ (高崎山) ซึ่งเป็นสวนสัตว์เปิด มีลิงอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ จับต้องได้ ค่าเข้าปกติ 500 เยน แต่เนื่องจากเราซื้อตั๋วเซ็ตมาจึงเพียงแค่ฉีกตั๋วให้ก็เข้าได้

 สวนลิงนี้เดินขึ้นเขาประมาณ 5 นาทีก็ถึงจุดสูงสุดที่ปีนได้ ไม่มีอะไรนอกจากลิงหน้าตาหงอยๆ หน้าแดงๆ - -' ตัวก็ใหญ่ ไม่น่ารักน่าเล่นด้วยเหมือนที่สวนสัตว์นางาซากิไบโอพาร์ก เลยคิดว่าที่นี่เป็นแค่ของแถมหลังดูอุมิทามาโกะเท่านั้นแหละ ดูไม่นานก็ออกมาขึ้นบัสตอนบ่ายสามปลายๆ กลับสถานีเบ็ปปุ

Photobucket
รูปปั้นบอสลิงรุ่นแรก...

Photobucket
ลายเซ็น-พาเนล AKB48 ซาชิฮาระ ริโนะ (ซัชชี่) เป็นคนจ.โออิตะ ^^
ซัชชี่เป็นคนตั้งชื่อลิงตัวหนึ่งว่า ซาชิโกะ ด้วย แต่น่าเสียดายที่ลิงตัวนั้นตายไปแล้วเมื่อเดือนธ.ค. 2012

บ่อนรก Umijigoku

 เราขึ้นบัสจากสถานีเบ็ปปุฝั่งตะวันตกไปลงที่หน้าบ่อน้ำพุร้อนอุมิจิโกคุ (海地獄) นั่งบัสสายอะไรก็ได้ที่ไปคันนาวะ (鉄輪) ถึงบางสายจะไม่ผ่านหน้าบ่อโดยตรง แต่ก็เดินจากคันนาวะไปได้ ใกล้นิดเดียว

 เบ็ปปุเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องบ่อน้ำร้อนและน้ำพุร้อนที่สุดในญี่ปุ่น นี่จึงเป็นไฮไลต์หนึ่งของการเที่ยวเมืองนี้ เบ็ปปุมีบ่อน้ำพุร้อนหลายแบบ ที่หน้าตาและคุณสมบัติแตกต่างกัน คนทั่วไปเรียกบ่อน้ำพุร้อนพวกนี้ว่า "นรก" (地獄) ก็ด้วยความร้อนและไอน้ำที่พวยพุ่งตลอดเวลานั่นเอง

 บ่อนรกมีทั้งหมดแปดแห่ง เสียค่าเข้า 400 เยนต่อแห่ง หรือบัตรรวม 2000 เยน เนื่องจากบ่อส่วนใหญ่ปิดห้าโมงเย็น พวกเราที่ไปถึงราวสี่โมงครึ่งเลยเข้าแค่บ่อนรกทะเล (อุมิจิโกคุ - 海地獄) บ่อเดียวพอ

Photobucketุดดิ้งจากบ่อนรกทะเล 250 เยน
อร่อย แต่ยังสู้พุดดิ้งร้าน 岡本屋 ที่ใช้ไข่จากบ่อน้ำร้อนเมียวบัง (明礬温泉) ไม่ได้

 บ่อนรกทะเล เรามาเป็นครั้งที่สามแล้ว ไม่ตื่นเต้นแล้วล่ะ ฮ่าๆ น้ำในบ่อเป็นสีฟ้าเหมือนน้ำทะเล มีควันไอน้ำพุ่งตลอดเวลา บรรยากาศเหมือนปากปล่องภูเขาไฟอาโสะที่ไปมาเมื่อวันที่สอง แต่ย่อส่วนลงมา กลิ่นฉุนซัลเฟอร์คล้ายๆ กัน แต่ไม่แรงเท่าไร ได้เห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีแหล่งกำเนิดจากใต้พิภพเหมือนกัน แต่ขนาดต่างกันหลายเท่าแบบนี้ เลยรู้ซึ้งว่าธรรมชาตินั้นช่างหลากหลาย มีอะไรให้ดูอีกเยอะ

Photobucketไอน้ำร้อนที่พุ่งจากท่อระบายน้ำตามทางเดินย่านคันนาวะ (鉄輪)

นึ่งหอยนางรมและอาหารหลากชนิดด้วยไอน้ำพุร้อน

 ดูบ่อนรกเสร็จเราก็เดินไปยังร้านหม้อนึ่งน้ำพุร้อน จิโกคุมุชิโคโบ (地獄蒸し工房) เพื่อทำอาหารมื้อเย็นทานกัน จุดเด่นของร้านนี้คือสามารถใช้เตานึ่ง เพื่อนึ่งอาหารด้วยไอน้ำพุร้อนได้ตามใจชอบ ค่าใช้เตา 500 เยน/30 นาที วัตถุดิบทำอาหารจะสั่งทางร้านก็ได้ แต่แนะนำให้ซื้อไปเองจะถูกกว่าเยอะ

 เนื่องจากเราไปกันตอนห้าโมงนิดๆ คนกำลังแน่น เตาไม่ว่าง เลยต้องนั่งรอ ระหว่างนั้นเพื่อนก็ไปซื้อวัตถุดิบมาจากซูเปอร์ใกล้ๆ (เดิน 6 นาทีถึง) กลับมา ได้ฟักทอง มันเทศ เห็ด ไข่ เนื้อ ปลา กุ้ง (ลด 50% 555+) มาเพียบ รวมกับหอยนางรม 1 กก.จากอิโตชิมะอีก ทำให้เตาเดียวใส่ไม่พอ ต้องใช้สองเตา

PhotobucketDIY เตรียมวัตถุดิบมาเอง ยกลงหม้อนึ่งเอง จับเวลาเอง โดยมีคุณป้าของร้านคอยแนะนำ

Photobucketิดฝาหม้อนึ่ง ถึงเวลาก็หยิบอาหารออกมาทีละถาดๆ

 ร้านหม้อนึ่งน้ำพุร้อนนี่ แทบทุกอย่างเป็น self-service หลังซื้อตั๋วใช้บริการเตาเสร็จ ก็ยื่นตั๋วให้เคาน์เตอร์ เอาวัตถุดิบที่เตรียมมาให้เขา แล้วพ่อครัวจะสับๆ หั่นๆ ใส่ถาด/ตะกร้าให้ จากนั้นก็ออกไปข้างนอกแล้วนำตะกร้าอาหารนั้นลงเตานึ่ง มีคนแนะนำให้ว่าเนื้อ/ผัก/หอย/ไข่ ต้องใช้เวลาเท่าไรในการนึ่งบ้าง เมื่อนำอาหารลงหม้อเสร็จ ก็จับเวลา ถึงเวลาก็เปิดหม้อเอาเฉพาะถาดที่ถึงเวลาแล้วขึ้นมา ยกไปที่โต๊ะ จัดเตรียมจานชาม เตรียมซอสเตรียมน้ำเอง กินเสร็จก็ต้องเก็บล้างจานชามเองด้วย

Photobucketาหารทั้งหมดที่นึ่งมา คนข้างในระหว่างรอก็ปอกเปลือกไข่กัน แบ่งงานลงตัวดี 55

 ใช้เวลานึ่งรวมทั้งหมด 30 นาทีเป๊ะ เพราะมีฟักทอง-มันเทศ-แครอทที่สุกช้า หลังเราจัดเตรียมโต๊ะเสร็จก็รับประทานกัน ทุกอย่างอร่อยมากๆ กะหล่ำปลีหวาน เนื้อนุ่ม ฟักทอง​เลิศ ไม่น่าเชื่อว่าแค่ใช้น้ำพุร้อนนึ่งจะทำให้อร่อยขนาดนี้ได้ แต่ที่เด็ดสุดคือหอยนางรมจากอิโตชิมะนี่แหละ เนื้อแน่น ชุ่มฉ่ำ อร่อยสุดแล้ว ไม่เสียแรงที่ซื้อกลับมาเลย ดีจริงๆ ถ้าพลาดหอยนางรมนี่คงไปอิโตชิมะเสียเที่ยวมากๆ อร่อยแล้วยังถูกด้วย 1 กก. ได้ 12 ตัว 800 เยน ถ้าซื้อที่นี่ ตัวละ 200 เยนแน่ะ

Photobucketระเอกของมื้อ หอยนางรมจากอิโตชิมะนึ่งน้ำพุร้อนเบ็ปปุ!

Photobucketอยนางรมสดๆ เนื้อแน่น รสหวานอร่อยไม่ต้องจิ้มซอส

 อาหารทั้งหมดกินห้าคน รวมค่าใช้เตานึ่งสองเตา 30 นาทีแล้ว คนละ 800 เยนเท่านั้น! บวกค่าหอยนางรมอีก 800 เยนก็ไม่ถึงคนละพันเยน แต่อิ่มจุใจมาก นี่แหละข้อดีของร้านอาหารแบบ DIY ประหยัด เยอะ และอร่อยด้วย

แช่บ่อน้ำร้อน Hyoutan

 หลังกินอิ่มหนำ ล้างจานชามเรียบร้อย เราก็ไปยังที่หมายสุดท้ายของทริป - เฮียวตันออนเซ็น (ひょうたん温泉) เพื่อแช่ออนเซ็น (บ่อน้ำร้อน) สไตล์ญี่ปุ่นกัน มาเที่ยวเบ็ปปุ ไม่ลงบ่อน้ำร้อนนี่เสียเที่ยว (แต่เราเพิ่งเคยลงครั้งแรก อยู่มาจะสี่ปี Foot in mouth) ตอนแรกว่าจะไปบ่อที่ดังที่สุดในเรื่องกลิ่นกำมะถัน เมียวบังออนเซ็น (明礬温泉) แต่กว่าจะกินเสร็จก็ทุ่มครึ่งแล้ว ขืนรอบัสขึ้นภูเขาแล้วลงมา คงไม่ทันรถไฟไปฮากาตะรอบสุดท้ายแน่ เลยต้องเปลี่ยนเป็นเฮียวตันแทน

Photobucketบ่อน้ำร้อน (ออนเซ็น) เฮียวตัน

 บ่อน้ำร้อนเฮียวตัน ค่าใช้บริการ 700 เยน (หลังห้าโมง 550 เยน) + ค่ายืมผ้าเช็ดตัว 100 เยน แยกบ่อชายหญิง ข้างในจะมีบ่อน้ำร้อนหลายบ่อ อุณหภูมิต่างๆ กันไป มีบ่อกลางแจ้งให้นั่งแช่ นั่งคุยกับเพื่อนอย่างเปิดเผย (เพราะแก้ผ้าหมด) ใต้ท้องฟ้าราตรี และยังมีน้ำตกให้นั่งบำเพ็ญเพียรอีกต่างหาก ฮ่าๆ

 เล่าวิธีลงออนเซ็นแบบย่อๆ นิดนึง ก่อนอื่นต้องถอดเสื้อผ้าทั้งหมดใส่ล็อกเกอร์ แล้วเข้าไปอาบน้ำฝักบัว สระผม ถูสบู่ ล้างตัวให้สะอาด แล้วจึงลงแช่ออนเซ็นสักพัก ให้สบายเนื้อสบายตัว อย่านานเกินเพราะจะหน้ามืดได้ เสร็จแล้วลุกมาล้างตัวอีกรอบ จึงออกไปเช็ดตัว แต่งตัวที่ห้องล็อกเกอร์ ทางบ่อน้ำร้อนมีสบู่แชมพู ไดร์เป่าผมให้บริการ

 ตอนนั้นอุณหภูมิราว 5 องศาได้ การได้แช่น้ำร้อนๆ ยืดแข้งขาหลังเดินเที่ยวเจออากาศหนาวมาตลอดสี่วันเป็นอะไรที่มีความสุขมาก น้ำร้อนช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ดีเลย แต่งเนื้อแต่งตัวเสร็จ ออกมาสดชื่นหายเหนื่อย ^^

 อนึ่ง คนที่อาย ไม่กล้าแก้ผ้าต่อหน้าคนอื่นคงจะลงบ่อน้ำร้อนไม่ได้ แต่อยากให้กล้าๆ ลองซักครั้งครับ เป็นประสบการณ์ที่ดีมากเลย (เราก็อายมาตลอด จนขึ้นปีสี่นี่ปลงแล้ว แก้ๆ ไปเหอะ ไม่มีใครสนหรอก ทุกคนแก้ผ้ากันหมดนั่นแหละ 55)

 เดินย้อนไปขึ้นบัสจากคันนาวะกลับสถานี 20:50 น. ถึงสถานีเบ็ปปุ 21:10 น. พูดคุยส่งท้ายกับเพื่อนสามคน และก็ส่งทุกคนเข้าชานชาลาเพื่อขึ้นรถไฟรอบสุดท้ายไปฮากาตะ 21:53 น. ก็เป็นอันจบทริปตะลุยเที่ยวคิวชูตอนเหนือทริปนี้ครับ

Photobucketเส้นทางเดินไปขึ้นบัสกลับ มีไอน้ำออกมาจากบ้านเรือนตลอดทาง

 สรุปค่าใช้จ่ายและทบทวนแผนการท่องเที่ยวใน สรุปการตะลุยเที่ยวคิวชูเหนือ: นางาซากิ-คุมาโมโตะ-ฟุกุโอกะ-โออิตะ

2013/Feb/21

 หลังเที่ยวไบโอพาร์กและเฮาส์เทนบอชที่จ.นางาซากิเสร็จใน ตะลุยเที่ยวคิวชูตอนเหนือด้วยบัตร JR Kyushu Foreign Student Pass (2/4) วันที่สองเราก็ต่อด้วยการเที่ยวภูเขาไฟอาโสะ จ.คุมาโมโตะครับ

ส.2013/2/9 ภูเขาไฟอาโสะและปราสาทคุมาโมโตะ

สถานีอาโสะ บนทางรถไฟสายโฮฮิ

 สถานีอาโสะ (阿蘇駅) ที่เราไปกัน เป็นสถานีที่ตั้งอยู่บนทางรถไฟสายโฮฮิ (豊肥本線) ซึ่งเป็นทางรถไฟท้องถิ่น (地方交通線) เชื่อมจังหวัดโออิตะกับคุมาโมโตะเข้าด้วยกัน แต่เนื่องจากเกิดอุทกภัยหนักในจังหวัดโออิตะเมื่อเดือนกรกฎาคม 2012 ทำให้ทางรถไฟขาดไปหลายสถานี ต้องใช้รถบัสขนส่งแทน


อาโสะ

 จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2013 ทางรถไฟก็ยังซ่อมไม่เสร็จ ทำให้เส้นทางระหว่างสถานี 豊後竹田 (ตะวันตก จ.โออิตะ) และ 宮地 (ตะวันออก จ.คุมาโมโตะ) ยังขาดอยู่ ไม่สามารถนั่งรถไฟตรงไปได้ หลังจากดูตารางรถไฟและรถบัสขนส่งแทนแล้ว หากออกเดินทางจากเบ็ปปุผ่านทางนี้ จะไปถึงอาโสะเร็วสุดตอน 10:25 น. ซึ่งช้ากว่าเพื่อนที่เดินทางจากฝั่งนางาซากิที่จะมาถึงตอน 9:44 น. ทั้งที่อยู่ใกล้กว่าเยอะแท้ๆ

Houhi "Local" Line กับจำนวนรถไฟที่แสนจำกัด

 อธิบายเกร็ดความรู้ทางรถไฟสักนิด ทางรถไฟสายโฮฮิ (豊肥本線) เป็นทางรถไฟสายหลัก (本線) ซึ่งทำหน้าที่ขนส่งคนข้ามจังหวัด ในที่นี้คือจังหวัดโออิตะ-คุมาโมโตะ ก็จริง แต่ไม่จัดเป็นทางรถไฟหลัก (幹線) เป็นทางรถไฟท้องถิ่น (地方交通線) ดังนั้น จำนวนรถไฟที่วิ่งจึงมีน้อยมาก

 เปรียบเทียบกับทางรถไฟสายนิปโป (日豊本線) ซึ่งเป็นทางรถไฟหลักเชื่อมฟุกุโอกะกับคาโกชิมะ ผ่านจังหวัดโออิตะ-มิยาซากิ รถด่วนพิเศษ Sonic ที่เรานั่งจากเบ็ปปุไปฮากาตะเมื่อวาน วิ่งด้วยความถี่ชม.ละสองขบวน จึงมีมากกว่า 30 ขบวนต่อวัน รวมไปกลับก็มากกว่า 60 ขบวน หนึ่งขบวนประกอบด้วย 6-7 คันรถ แต่รถไฟด่วนพิเศษคิวชูโอดัน (九州横断特急) วิ่งเพียงวันละสี่ขบวนเท่านั้น ไปกลับรวมเป็นแปดขบวน น้อยกว่ากันถึงเจ็ดเท่า และหนึ่งขบวนมีเพียงสองคันรถเท่านั้น เห็นชัดเลยว่าจำนวนผู้ใช้บริการน้อยขนาดไหน

 นอกจากนี้ ด้วยความที่สายโฮฮิเป็นทางรถไฟท้องถิ่น ไม่คุ้มค่าที่จะลากสายไฟฟ้าไปตลอดทาง รถไฟที่วิ่งจึงเป็นรถไฟดีเซล ไม่ใช่รถไฟฟ้าอย่างที่พบเห็นได้ทั่วไปในญี่ปุ่น ความเร็วสูงสุดจึงเพียงแค่ 95 กม./ชม.เท่านั้น ในขณะที่ความเร็วสูงสุดของ Sonic อยู่ที่ 130 กม./ชม. ทำให้การเดินทางบนสายนี้ช้ากว่ามาก

 ประกอบกับอุทกภัยที่เกิดขึ้น ทำให้หากจะเดินทางไปอาโสะจากโออิตะผ่านสายนี้ ต้องลงรถไฟไปนั่งบัสที่ช้ายิ่งกว่าอีก ดังนั้น รถไฟ-บัสรอบแรกที่จะไปถึงอาโสะได้คือรอบ 8:00-10:25 ใช้เวลาถึง 2 ชม. 25 นาที กับระยะทางเพียง 100 กิโลเมตร... จะไม่ใช่ปัญหาเลยถ้ามีรถรอบเช้ากว่านี้ แต่ไม่มีแล้ว

Photobucketรถด่วนพิเศษคิวชูโอดัน (九州横断特急) เป็นรถไฟเครื่องดีเซลสองคันรถ

Photobucket
ในรถตกแต่งด้วยไม้ ให้บรรยากาศ retro

นั่งรถไฟอ้อมเกาะคิวชูเป็นระยะทาง 350 กม.

 เนื่องจากไม่มีรถไฟวิ่งจากเบ็ปปุไปยังอาโสะผ่านสายโฮฮิเพื่อไปรวมตัวกับเพื่อนทันเวลา 9:44 น.ดังที่อธิบายไป เราจึงตัดสินใจนั่งรถไฟอ้อมเกาะคิวชู ขึ้นจากเบ็ปปุไปฮากาตะ แล้วต่อชินกันเซ็นลงมาคุมาโมโตะ เพื่อวกกลับมาอาโสะจากฝั่งคุมาโมโตะที่ไม่มีปัญหาทางรถไฟขาดแทน

 ดังนั้น เราจึงต้องออกเดินทางด้วยรถไฟรอบแรกจากเบ็ปปุ 4:53 น. กลับจากเมื่อวานตีหนึ่ง เข้านอนตีสองหน่อยๆ และตื่นตีสี่เพื่อขี่มอเตอร์ไซค์ไปสถานีเบ็ปปุ ทรมานสุดๆ ขึ้นรถไฟปุ๊บหลับเป็นตายปั๊บ


Photobucket
ถไฟที่นั่งไปจากเบ็ปปุในการเดินทางวันนี้

Photobucketขึ้นรถไฟรอบแรก 4:53 จากเบ็ปปุ แทบไม่ได้หลับที่บ้านเลย

 พอถึงฮากาตะก็ต่อชินกันเซ็น รวมตัวกับเพื่อนในชินกันเซ็นที่สถานีชินโทสุ (新鳥栖) แล้วก็เปลี่ยนรถขึ้นรถด่วนพิเศษคิวชูโอดัน (九州横断特急) ที่คุมาโมโตะด้วยกัน ถึงอาโสะ 9:44 น. ใช้เวลาเดินทางเกือบห้าชม. ไม่ต่างกับเวลาไปนางาซากิเลย น้ำท่วมเป็นเหตุจริงๆ T T

Photobucketทางรถไฟของคิวชูตอนเหนือ
สีน้ำเงินคือทางสั้นสุดจากเบ็ปปุ-อาโสะผ่านสายโฮฮิ
แต่ต้องเปลี่ยนไปนั่งบัสเพราะทางขาดตรงจุดที่กากบาท

Photobucketเส้นทางที่เราเดินทางจริง เพื่อไปถึงอาโสะให้เร็วที่สุด อ้อมกว่าเส้นบนหลายเท่า 

เดินทางไปภูเขาไฟอาโสะ

 เขตอาโสะ (阿蘇市) เป็นเมืองท่องเที่ยวธรรมชาติเมืองหนึ่งในจังหวัดคุมาโมโตะ ไฮไลต์อยู่ที่ภูเขาไฟอาโสะ (阿蘇山) ที่ยังคุกรุ่นอยู่ การเดินทางจากสถานี ต้องนั่งบัสอีก 30 นาที ค่าโดยสาร 540 เยน

Photobucket
สถานี JR อาโสะ (阿蘇駅) อากาศแจ่มใส แดดดีสดชื่น

 จากที่เล่าเรื่องทางรถไฟข้างบนมา คงพอเดากันได้ ว่าเมืองนี้ตั้งอยู่ในเขตชนบทห่างไกล และแน่นอนว่าเมื่อรถไฟน้อยขนาดนี้ รถบัสก็ต้องน้อยไม่แพ้กัน รถบัสวิ่งไปภูเขาไฟอาโสะมีเพียงชั่วโมงละคันเท่านั้น คันที่เราขึ้นกันคือรอบ 9:50 น. ไปถึง 10:20 น. เพราะรถบัส-รถไฟน้อยขนาดนี้แหละ เราเลยจำเป็นต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อมาถึงอาโสะพร้อมกับเพื่อน ไม่งั้นจะเสียเวลารอบัสรอบต่อไปอีกเยอะ พูดตามตรง... อยากมีใบขับขี่ญี่ปุ่นแล้วเช่ารถขับจริงๆ จะหมดความเครียดเรื่องเวลาไปได้เยอะเลย

Photobucket
รถบัสขึ้นภูเขาไฟ ค่าโดยสาร 540 เยน ใช้เวลา 30 นาที วิ่งเฉลี่ยชั่วโมงละคัน

ขึ้นกระเช้าสู่ภูเขาไฟอาโสะ

 หลังลงจากบัสที่ปลายทาง สถานีโรปเวย์ภูเขาอาโสะ (阿蘇山ロープウェー駅) ก็ซื้อตั๋วขึ้นกระเช้าเพื่อขึ้นไปปากปล่องภูเขาไฟ ค่าตั๋วไปกลับ 1000 เยน ใช้เวลาราวห้านาทีถึง พอขึ้นไปถึงยอดเขา ความประทับใจแรกเลยคือ "หนาวโคตร" ก็ไม่แปลก เพราะเราอยู่ที่จุดสูงถึง 1258 เมตร อุณหภูมิจากเทอร์โมมิเตอร์ -5 องศาพอดิบพอดี อุตส่าห์ลงมาทางใต้ ด้านในแผ่นดินคิวชู แต่ก็ยังเจออากาศหนาวต่อจากเมื่อวานอีกซะงั้น โฮ...

Photobucket
ขึ้นกระเช้าสู่ปล่องภูเขาไฟ

Photobucket
ณ ความสูง 1258 เมตรจากระดับน้ำทะเล

Photobucket
กระเช้าซูมถ่ายจากยอดเขา 

 แต่เมื่อได้เห็นปากปล่องภูเขาไฟ ไอน้ำที่ปะทุ และทิวทัศน์ภูเขาสวยงามรอบๆ เท่านั้นก็ลืมความหนาวไปหมด... ไม่ล่ะ แค่ลืมได้บ้าง 55+ ได้ถ่ายรูปและอิ่มเอมกับธรรมชาติสุดๆ โดยเฉพาะที่ปากปล่องภูเขาไฟ มองลงไปเป็นน้ำสีฟ้า และมีไอน้ำลอยออกมาตลอดเวลา น้ำสีฟ้าและไอน้ำนี่เหมือนบ่อน้ำร้อนเบ็ปปุเปี๊ยบ แต่ขนาดใหญ่กว่าร้อยเท่าได้ ทึ่งกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติจริงๆ ขอเชิญชมภาพเอาเองครับ

Photobucket
แนวเทือกเขากว้างใหญ่

Photobucket
ถ่ายรูปกับธรรมชาติ ที่จริงหนาวจนหูแดงนะ...

Photobucket
ปากปล่องภูเขาไฟที่มีไอน้ำคุกรุ่นตลอดเวลา

Photobucket 
ไอน้ำจากปากปล่องเมื่อมองจากไกลๆ

ภูเขาไฟปะทุ

 หลังถ่ายรูปอยู่ข้างบนได้ประมาณ 20 นาที ก็มีสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น อยู่ๆ เสียงประกาศลี้ภัยก็ดังขึ้น พร้อมไฟสีแดงที่ติดอยู่ตามที่ต่างๆ กะพริบจ้า เป็นสัญญาณว่าภูเขาไฟปะทุแล้ว ตอนนั้นตกใจกันมาก ใครจะไปคิดว่าจะได้ยินประกาศลี้ภัยดังได้ล่ะ อยู่คิวชูมาสี่ปี แผ่นดินไหวก็ไม่เคยเจอ อยู่ๆ ได้ยิน 避難してください (กรุณาลี้ภัย) ใจเต้นตุบๆ เลย แต่ลี้ภัยในที่นี้คือให้กลับเข้าอาคารเฉยๆ เพราะข้างนอกมีปริมาณแก๊สซัลเฟอร์ที่เกิดจากการปะทุของภูเขาไฟมากขึ้น จนเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ ไม่ใช่ต้องวิ่งไปไหนไกลๆ อย่างลี้ภัยสึนามิน่ะ แต่ตอนนั้นต่อให้ไม่ประกาศเราก็คงต้องรีบกลับข้างในแหละ รู้สึกหายใจติดขัด ไอแค่กๆ เพราะสูดแก๊สซัลเฟอร์เข้าไป...

Photobucket
วินาทีที่ภูเขาไฟปะทุ!

Photobucket
หลังภูเขาไฟปะทุ ต้องเดินปิดปากเพราะแก๊สเยอะ ไอแค่กๆ

Photobucketไฟแดงเป็นสัญญาณห้ามเข้าทุกโซนบนยอดเขา

 กลับเข้าอาคาร ลงกระเช้าไปที่อาคารสถานีโรปเวย์ราวเที่ยงตรง กินข้าวหน้าเนื้อวัวบุนโกะ (豊後牛) ที่ร้านอาหารในอาคาร ราคาพันเยน เนื้อนุ่ม หวานอร่อยมากๆ แล้วก็ดู-ซื้อของฝาก รอขึ้นบัสกลับสถานี 13:00->13:35 น.

Photobucketข้าวหน้าเนื้อวัวบุนโกะใส่ไข่ (卵かけ豊後牛丼) 1000 เยน

 ทริปนี้พวกเราถือว่าโชคดีมากที่ได้ขึ้นไปดูปล่องภูเขาไฟ และยังได้เห็นวินาทีที่มีการปะทุเกิดขึ้นอีก เพราะหลังเกิดการปะทุ กระเช้าขาขึ้นจะหยุดทำการ ไม่ให้คนขึ้นมา หากมาช้ากว่านี้ก็คงแห้ว อดดูเลย พอคิดอย่างนี้แล้วก็คุ้มค่ากับการแหกขี้ตาตื่นตีสี่และนั่งรถไฟห้าชั่วโมงแหละ

 อนึ่ง แม้ภูเขาไฟจะไม่เกิดการปะทุ แต่ข้างบนยอดก็มีปริมาณแก๊สซัลเฟอร์มากกว่าปกติ ผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพปอดหรือเป็นโรคที่เกี่ยวข้องห้ามขึ้นครับ (ขนาดคนปกติอย่างเรา ลงเขามายังเจ็บคอเลย)

ปราสาทคุมาโมโตะ

 พอถึงสถานีอาโสะ เราก็นั่งรถไฟด่วนย้อนกลับคุมาโมโตะรอบ 13:43 น. ถึงสถานีคุมาโมโตะ (熊本駅) 14:50 น. สี่คนหลับเป็นตายในรถไฟ ฮ่าๆ จากนั้นก็ต่อรถรางไปลงที่ปราสาทคุมาโมโตะ (熊本城) ค่ารถรางอัตราเดียว 150 เยนตลอดสาย แพงกว่ารถรางนางาซากิที่คิด 120 เยนตลอดสายนิดหน่อย

Photobucket
สถานีคุมาโมโตะ

 ที่ศาลเจ้าข้างปราสาท มีเทศกาลพอดี เลยเดินดูเล่นๆ แล้วเข้าปราสาทไป เสียค่าเข้า 500 เยน ที่นี่มาเป็นครั้งที่สองแล้วล่ะ ปีนขึ้นไปถึงยอดปราสาท ดูวิวเพลินๆ ไม่มีอะไรจะบรรยายเพราะไม่ชอบประวัติศาสตร์เท่าไร แต่สวนต้นบ๊วยสวยดีนะ ^^

Photobucket
เทศกาลที่ศาลเจ้าข้างปราสาท
 Photobucket
ปราสาทคุมาโมโตะ หน้าหนาวเปิดให้เข้าชม 8:30-17:00 น.

สวนวัดซุยเซ็นจิที่ปิดแล้ว

 สวนวัดซุยเซ็นจิ (水前寺成趣園) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกที่ในตัวเมืองคุมาโมโตะ นั่งรถรางต่อจากปราสาทคุมาโมโตะไปได้เลย ตอนแรกเรานึกว่าเป็นสวนสาธารณะที่เข้าเมื่อไรก็ได้ ปรากฏว่าไม่ใช่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีเวลาเปิดทำการเช่นกัน กว่าเราจะออกจากปราสาทคุมาโมโตะก็เกือบห้าโมงแล้ว ไปถึงก็ห้าโมงครึ่ง ปิดเรียบร้อย orz เป็นที่เดียวที่ผิดแผนอย่างที่สุดในทริปนี้ เศร้าเลย ได้ถ่ายรูปคุมามอน (くまモン) คาแรกเตอร์เมืองคุมาโมโตะที่เฝ้าทางเข้ามาแทน (หน้าตาหลอนมาก 55+)

Photobucket
คุมามอน มาสค็อต (ゆるキャラ) ประจำจังหวัด

Photobucket
ทางเข้าสวนวัดซุยเซ็นจิที่ปิดแล้ว

 เรากินข้าวที่ร้านอาหารจีนแถวนั้น นั่งคุยกันซักพักแล้วเดินไปขึ้นรถไฟ JR ที่สถานีชินซุยเซ็นจิ (新水前寺駅) ตอนหนึ่งทุ่ม ยอมเดินสิบนาทีไปขึ้น JR เพราะใช้บัตรคิวชูพาสได้ ไม่ต้องเปลืองค่ารถราง เสร็จแล้วก็เปลี่ยนรถชินกันเซ็นที่คุมาโมโตะ ขึ้นไปฮากาตะ ต่อโซนิกกลับถึงเบ็ปปุราวห้าทุ่ม ส่วนเพื่อนเราสามคนลงชินกันเซ็นที่ชินโทสุเพื่อนั่งรถด่วนคาโมเมะกลับนางาซากิ เป็นอันจบวันที่สองของทริป

Photobucket
กินหม้อดิน (土鍋) ร้อนๆ ให้ร่างกายอบอุ่นในหน้าหนาวแบบนี้ - 880 เยน

 เอ็นทรี่ต่อไป วันที่สามและสี่ ฟุกุโอกะ-เบ็ปปุใน ตะลุยเที่ยวคิวชูตอนเหนือด้วยบัตร JR Kyushu Foreign Student Pass (4/4) ครับ



Chuy (ชุย)
View full profile